+ bird's eye view
'สัปปายะสภาสถาน' ถอดรหัสรัฐสภาแห่งศีลธรรม
ผลการประกวดแบบก่อสร้างอาคารรัฐสภาแห่งใหม่ประกาศกันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ปรากฏว่า 'สัปปายะสภาสถาน' ที่มี ธีรพล นิยม จาก อาศรมสถาปนิกชุมชนและสิ่งแวดล้อม สถาบันอาศรมศิลป์ เป็นหัวหน้าทีม ผ่านการพิจารณา โดยทีมงานได้ให้ความหมายของชื่อไว้สั้นๆ ว่า สัปปายะ แปลว่า สบายในทางธรรม สัปปายะสภาสถานจึงหมายถึงสถานที่ประกอบกรรมดี
ทีมงานตอบโจทย์ผ่านสถาปัตยกรรมที่ออกแบบด้วยภูมิปัญญาตามคติทางพุทธศาสนา ได้แก่ แบบแผนไตรภูมิ โดยมุ่งหมายเพื่อพลิกฟื้นจิตใจของผู้คน ด้วยการสำนึกถึงบาปบุญคุณโทษ อันจะนำไปสู่บ้านเมืองแห่งความสงบสุข ร่มเย็น ด้วยการอัญเชิญพระสยามเทวาธิราชมาประดิษฐานยังหลังคาเครื่องยอดของตัวอาคาร ซึ่ง ชาตรี ลดาลลิตสกุล จาก บจก.ต้นศิลป์สตูดิโอ ผู้รับหน้าที่เป็นสถาปนิกโครงการ เปิดเผยว่า การออกแบบสถาปัตยกรรมสะท้อนอุดมคติ 5 ประการ ประกอบด้วย ชาติ, ศีลธรรม, สติปัญญา, สถาบันกษัตริย์ และประชาชน โครงการยังเน้นย้ำถึงความทันสมัยในด้านแนวคิดการออกแบบ ซึ่งหวังให้อาคารแห่งนี้เป็นต้นแบบของ Green Architecture ซึ่งเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
ปิยเมศ ไกรฤกษ์ จาก บจก.บลูพลาเน็ต อินเตอร์เนชั่นแนล ที่ดูแลด้านภูมิสถาปนิกของโครงการ ให้คำอธิบายผ่านแนวคิดเรื่อง "ไตรภูมิ" ว่า "เรามองว่าตัวอาคารรัฐสภาเป็นเรื่องทางโลกก็คือโลกียะ ส่วนยอดชั้นบนถือเป็นส่วนศีลธรรมที่คอยกำกับคือโลกุตตรธรรม อันเป็นมุมมองแนวตั้ง ส่วนแนวนอนที่เป็นงานภูมิทัศน์นั้น ทิศทั้ง 3 คือ เหนือ ใต้ และตะวันออก เรามองเป็นแดนสามัญที่เรียกว่า 'โลกียะ' ซึ่งจะรองรับประชาชนทุกกระแส ไม่ว่าจะเป็นการเยี่ยมเยือน หรือรวมตัวแสดงพลัง ขณะที่ทิศตะวันตกริมฝั่งแม่น้ำ ผมเรียกว่าดินแดนศักดิ์สิทธิ์ ที่เป็น 'โลกุตตระ' ซึ่งภูมิทัศน์ถูกจัดแบบโบราณจำลองเขาพระสุเมรุ"
งานแนวราบหรือ landscape และที่เขาพูดถึง "โลกียะ" ซึ่งจะรองรับประชาชนคนสามัญ ขยายความว่าหมายถึงสาธารณูปโภคพื้นฐาน ได้แก่ สถานีรถไฟใต้ดิน ท่าเรือ และที่สำคัญ "ลานประชาธิปไตย" ที่เตรียมไว้สำหรับประชาชนที่จะมารอพบสมาชิกรัฐสภา และมีส่วนที่จัดไว้สำหรับผู้สื่อข่าวที่จะมารอทำข่าว รวมถึงโพเดี้ยมสำหรับนักการเมืองที่จะมายืนแถลงหรือให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน ขณะที่ดินแดนอันศักดิ์สิทธิ์ริมแม่น้ำเจ้าพระยา สมมติให้เป็นโซน "โลกุตตระ" เน้นภูมิทัศน์โบราณจำลองเขาพระสุเมรุ มีกำแพงแก้วลอยอยู่เหนือยอดมะกอกที่ถือเป็นไม้ตำนานแห่งเมืองบางกอก ส่วนด้านล่างเสมือนเชิงเขาอยู่ริมฝั่งน้ำ วางให้เป็นต้นไทรใบแหลม ซึ่งปัจจุบันถือเป็นอีกไม้มงคลประจำเมืองกรุงเทพมหานคร
"ภูมิทัศน์ริมน้ำตอนกลางวันจะสงบนิ่ง เหมือนสถาปัตยกรรมไทยที่ชี้แนวทางแห่งโลกุตตระ ส่วนตอนกลางคืน เมื่อแสงไฟส่องสว่างตรงยอดเจดีย์จากกำแพงแก้ว เปรียบได้กับจิตสว่างและสงบ เวลานั่งเรือผ่านแม่น้ำเจ้าพระยาในบริเวณนี้จะสัมผัสได้ถึงความสงบ สื่อถึงความไม่มีตัวตน ไม่มีสิ่งใดควรยึดถือ"
> อ่านรายละเอียด
[คาบข่าวจาก กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 3 ธันวาคม 2552]
+ bird's eye view
19 อรหันต์ คณะปฏิรูปขั้นเทพ กระชับขัดแย้ง ในหอคอยงาช้าง สางปัญหาอนาคต-แก้โครงสร้าง
ภาระ-พันธะ-นโยบายและมาตรการ ที่ทั้ง น.พ.ประเวศ วะส ี และ นายอานันท์ ปันยารชุน จะขับเคลื่อนเป็นพิมพ์เขียวอีก 3 ปีข้างหน้า คือความหวัง
โจทย์ใหญ่สำหรับ 19 อรหันต์ ครอบจักรวาล ราวกับจัดตั้งประเทศขึ้นมาใหม่ คือ ปฏิรูปการจัดสรรทรัพยากร ปฏิรูปอาชีพ รายได้ แก้ปัญหาหนี้สินเกษตรกร ลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ เป็นวาระแห่งชาติ ปฏิรูปการศึกษา ปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดิน-ระบบราชการ และระบบกฎหมาย ปฏิรูปการเมือง-การปกครองและประชาธิปไตย พัฒนาคนเข้าสู่อาชีพ นักการเมืองให้เป็นผู้มีคุณธรรม จริยธรรม ปฏิรูปสื่อ โดยภาครัฐ "กำกับ-ดูแล" ให้เกิดกฎหมายเพื่อควบคุมสร้างให้เกิดสื่อสร้างสรรค์
คณะกรรมการ 19 อรหันต์ปฏิรูป ที่มาจากกูรู-ศาสดา คนสำคัญของแต่ละสาขาอาชีพ ไม่ว่าจะเป็น นักประวัติศาสตร์ อย่าง "นายนิธิ เอียวศรีวงศ์" นักบริหารการปกครอง อย่าง "นายพงศ์โพยม วาศภูติ" นักเศรษฐศาสตร์มหภาค อย่าง "ปราณี ทินกร" นักมานุษยวิทยา อย่าง "ศรีศักร วัลลิโภดม" นักต่อสู้ประชาธิปไตย ศิลปินแห่งชาติ "เสกสรรค์ ประเสริฐกุล" และนักพัฒนาระบบราชการ "ชัยอนันต์ สมุทวณิช" ทำหน้าที่กำหนดยุทธศาสตร์การปฏิรูปเสนอต่อสาธารณชนและภาครัฐ เพื่อนำไปสู่การปฏิบัติอย่างแท้จริง เชื่อมประสานกับ คณะกรรมการสมัชชาปฏิรูป ของ "น.พ.ประเวศ วะสี"
สร้างการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนของสังคม ใช้จินตนาการและจิตสำนึกใหม่ ให้น้ำหนักของพลังของการสื่อสาร มีชุมชนท้องถิ่นทั้งหมด 8,000 แห่ง เป็นฐานร่วมทำกับผู้นำชุมชนขับเคลื่อนแผนชุมชน และประสานกันเป็นสภาชุมชนใน 3 ระดับ คือ ระดับตำบล จังหวัด และระดับชาติ
แม้ "ประธาน-อานันท์" จะวางกรอบไว้กว้างกว่าว่า "จะมุ่งทำงานที่แก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง... ป้องกันปัญหา-ภาพรวมที่จะเกิดขึ้นในอนาคต มากกว่าเยียวยาปัญหา ที่ผ่านมาเฉพาะเรื่อง" แต่ในความเป็น "ขิงแก่" ของคณะกรรมการทั้ง 19 คน ทำให้เชื่อมั่นระดับหนึ่งว่า แนวทางการขับเคลื่อนประเทศรอบใหม่นี้จะใช้โมเดลเดียวกับการจัดทำรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับ พ.ศ. 2540
ประชาชนอาจต้องจับตาความเคลื่อนไหวของ "คณะปฏิรูป" และ "คณะสมัชชา" ในฐานะผู้อภิวัฒน์...อีกครั้ง
> ศูนย์ข้อมูลข่าวสารปฏิรูปประเทศไทย
> อ่านรายละเอียด
[คาบข่าวจาก ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 19 กรกฎาคม 2553]
+ bird's eye view
หัวใจ "ปฏิรูปประเทศ" ต้องเข้าถึงสังคม-ชุมชน
นพ.อำพล จินดาวัฒนะ เลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) ในฐานะที่ได้รับมอบหมายให้เป็นฝ่ายเลขานุการ คณะกรรมการปฏิรูป ที่มี นายอานันท์ ปันยารชุน เป็นประธาน และ คณะกรรมการสมัชชาปฏิรูป ที่มี นพ.ประเวศ วะสี เป็นประธาน ให้สัมภาษณ์พิเศษกับ กรุงเทพธุรกิจ ถึงแนวทางการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ
เขาคิดว่าคณะกรรมการทั้งสองชุด เปรียบเหมือนพญานาค 2 หัว ที่มีลำตัวเดียวกัน คือ สังคม กระบวนการขับเคลื่อนส่วนลำตัวจะมีความสำคัญไม่น้อยกว่าหัว เพราะการปฏิรูปต้องรับฟังความเห็นของสังคมส่วนใหญ่ ว่า ต้องการให้ประเทศไทยเป็นอย่างไร ทั้งในเรื่องระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ที่ดิน ระบบการกระจายอำนาจ อุปสรรคกฎระเบียบของทางราชการ โครงสร้างทางกฎหมาย กระบวนการยุติธรรม และบริการสาธารณะ
การทำงานของคณะกรรมการทั้งสองชุด จะมีกระบวนการขับเคลื่อนที่เครือข่ายการทำงานหลายภาคส่วนเข้ามามีทำงานแบบมีส่วนร่วมแบบไม่ทิ้งกัน โดยมีกรรมการในแต่ละคณะเป็นตัวเชื่อมโยงเครือข่ายต่างๆ เช่น คณะกรรมการสมัชชาปฏิรูป จะมีประธานที่ประชุมอธิการบดีเข้ามาเป็นกรรมการ สามารถเข้าไปทำงานกับมหาวิทยาลัยทั้งหมด เข้ามาทำงานร่วมกับเครือข่ายอื่นๆ ทั้งเครือข่ายภาคประชาชน เครือข่ายองค์กรชุมชน เครือข่ายนักธุรกิจ ซึ่งโครงสร้างแบบนี้ไม่เคยมีมาก่อน เพราะต่างคนต่างทำ แต่แบบนี้ทุกคนจะเข้ามาช่วยกันคิด ช่วยกันทำ จัดตั้ง สำนักงานปฏิรูป (ปร.) แล้วเข้าไปทำงานเชื่อมกับคนอื่น ทำหน้าที่เป็นผู้ประสาน ถ้าจะสื่อสารกับสังคมอย่างกว้างขวาง ถ้ามีการสื่อสารสาธารณะ ก็จะมีกลไกเข้ามาทำงานเพิ่มเติม เข้าไปเชื่อมสื่อทั้งหลาย ทั้งสื่อกระแสหลัก สื่อทางเลือก เข้ามาทำงานร่วมกับสังคม
ถ้าจะดูในเชิงอำนาจจะพบว่ามีอยู่ 3 วง คือ อำนาจรัฐ อำนาจทุน อำนาจประชาชน รัฐธรรมนูญปี 2540 ภาคประชาสังคมยังไม่เข้มแข็ง ประชาชนที่ตื่นรู้ยังไม่มากเท่าปัจจุบัน ตอนโหวตรัฐธรรมนูญฝ่ายการเมืองไม่เอาด้วย แต่วันโหวตรัฐธรรมนูญเขาเอาด้วย เพราะสังคมเอา แต่พอเวลาผ่านไปประชาธิปไตยบ้านเราเปลี่ยนเป็นกลุ่มทุนเข้ามาอยู่กับการเมือง และสังคมที่มีอำนาจประชาชนเล็กมาโดยตลอด ปัจจุบันมีทั้งทุนชุมชน เถ้าแก่ พ่อค้า คนที่อยู่ข้างบนในจังหวัด ลูกหลาน ครอบครัวเข้าไปเป็นการเมือง เมื่อเข้ามาตรงนี้ก็เป็นการเมืองที่เรียกว่าการเมืองกับทุนเป็นอันเดียวกัน ต่างจากในอดีตที่การเมืองอยู่กับทหาร ซึ่งเป็นเผด็จการอีกแบบของกลุ่มชนชั้นที่มีอำนาจ ขณะที่อำนาจทุนใหญ่มากภายหลังโลกาภิวัตน์ เพราะประเทศเราขับเคลื่อนด้วยทุน แล้วทุนก็เอาความรู้ความเก่งไว้ตรงนี้เยอะมาก
คิดว่าภายใน 1 ปีจะเห็นแนวคิดของภาคประชาชนอย่างชัดเจนว่าเขาต้องการอะไร เพราะเท่าที่ทำงานด้านปฏิรูปสุขภาพมา 10 ปี ได้มีโอกาสไปสัมผัสกับประชาชน เห็นว่าความสำนึกและการตื่นตัวข้างล่างมีสูงมาก แม้ว่าคนทั้ง 63 ล้านคน อาจจะมีคนที่ตื่นตัวไม่ถึง 1 ล้านคน แต่นี่คือพลังการเปลี่ยนแปลงของประเทศ
การเปลี่ยนแปลงอะไรในโลกนี้จะเกิดจากเกิดจากคนที่ไม่ใช่คนทั้งหมด เพราะคนทั้งหมดหาเช้ากินค่ำ เหน็ดเหนื่อยกับชีวิตการทำงาน ถูกระบบให้วิ่งไปแข่งขัน ทำงานหาเงินต่อสู้ แต่จะมีคนที่สังคมไทยเปิดมาตั้งแต่รัฐธรรมนูญปี 2540 มารวมตัวกันคิด รวมตัวกันทำ ไม่ใช่เอาไปฝากไว้ที่ใคร"
> www.nationalhealth.or.th
> อ่านรายละเอียด
[คาบข่าวจาก กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 12 กรกฎาคม 2553]
+ bird's eye view
จิ๊กซอว์ "ประเทศไทย" อนาคต 10 ปี จะไปทางไหน?
สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ หรือ นิด้า ได้จัดงานประชุมวิชาการ 100 ปี "ศาสตราจารย์บุญชนะ อัตถากร" เมื่อวันที่ 15 ก.ค 2553
ปี 2504 เป็นช่วงรอยต่อที่สำคัญสำหรับประเทศไทยที่กำลังก้าวสู่ยุคของการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ ศาสตราจารย์บุญชนะเป็นผู้หนึ่งที่มีบทบาทสำคัญเสนอแนวคิดในการจัดตั้ง สภาเศรษฐกิจแห่งชาติ ซึ่งปัจจุบันคือ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาต ิ หรือ สภาพัฒน์ ท่านได้รับแต่งตั้งเป็นรองเลขาธิการสภาพัฒน์ พร้อมกับดำรงตำแหน่งอธิบดีวิเทศสหการคนแรก ซึ่งมีบทบาทหน้าที่ในการประสานงานของการสนับสนุนต่างประเทศทั้งด้านการเงินและวิชาการ ขณะเดียวกันก็ได้รับแต่งตั้งให้เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพัฒนาการแห่งชาติอีกตำแหน่งหนึ่งด้วย ที่สำคัญท่านยังเป็นผู้มีส่วนร่วมสำคัญในการผลักดันให้เขียน "แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับแรกในประเทศไทย" เพื่อกำหนดยุทธศาสตร์กระจายความเจริญสู่ภูมิภาคด้วยการสร้างมหาวิทยาลัยหัวเมือง อาทิ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยขอนแก่น และมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และยังเป็นอธิการบดีคนแรกของนิด้า
ดร.จิรายุ อิศรางกูร ณ อยุธยา ในฐานะนายกสภานิด้า เป็นองค์ปาฐกถาพิเศษเรื่อง "ประเทศไทย : ก้าวไปข้างหน้าด้วยการพัฒนาที่สมดุล" เปิดประเด็นว่า รายงานธนาคารโลกที่จัดทำขึ้นเมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา ชื่อ "Strange Report" ระบุว่ามี 13 ประเทศ ที่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ประสบผลสำเร็จในการพัฒนาประเทศ เกณฑ์ที่ใช้วัดคือ ต้องมีอัตราการเจริญเติบโตมากกว่า 7% เป็นเวลา 25 ปีอย่างต่อเนื่อง และประเทศไทย ก็เป็น 1 ใน 13 ประเทศ รายงานบอกว่า สิ่งที่เกิดขึ้นกับประเทศไทยน่าจะถือว่าเป็น "Economic Miracle" หรือเป็นความมหัศจรรย์ทางเศรษฐกิจที่ยากจะอธิบาย และแนวโน้มไม่น่าจะเกิดขึ้นได้อีกหรือเกิดขึ้นได้ยาก ธนาคารโลกชี้ว่า 50 ปีประเทศไทยเปลี่ยนไปแค่ไหน... ประชากรไทยเพิ่มขึ้น 2.5 เท่า จาก 27 ล้านคน เป็น 63 ล้านคน แต่รายได้ต่อหัวก็เพิ่มขึ้น 7.5 เท่า จำนวนผู้อยู่ใต้เส้นความยากจน เมื่อปี 2529 มีประมาณ 24 ล้านคน แต่ในปี 2550 ลดลงเหลือประมาณ 5.9 ล้านคน
ขณะที่ประชาคมภายใต้สหประชาชาติได้ตั้งเป้าหมายสหัสวรรษ หรือ Millennium Development Goals ที่เกี่ยวกับประเทศกำลังพัฒนา 7 เป้าหมายที่จะต้องบรรลุในปี 2015 ได้แก่ 1.ขจัดความยากจน 2.การพัฒนาเศรษฐกิจ 3.การสร้างความเท่าเทียม 4.การลดอัตราการตายของเด็ก 5.การพัฒนาสุภาพของสตรีมีครรภ์ 6.การป้องกันโรคเอดส์ และ 7.การรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ดร.จิรายุมองว่าไทยบรรลุข้อ 1-6 แต่ข้อ 7 ยังไม่บรรลุ นอกจากนี้ ดร.จิรายุได้พูดถึงรายงานของสหประชาชาติในปี 2550 เกี่ยวกับ "การพัฒนาคนของประเทศไทย" ที่พบว่าในระหว่างที่มีการเติบโตอย่างรวดเร็วก็มีความไม่สมดุลและมีปัญหาที่เกิดขึ้นหลายมิติในการพัฒนาของประเทศ ได้แก่ 1.ความไม่สมดุลด้านการกระจายรายได้ 2.ความไม่สมดุลในการใช้ทรัพยากรธรรมชาติและดูแลสิ่งแวดล้อม 3.ความไม่สมดุลของการพัฒนาเมืองและชนบท และ 4.ปัญหาเรื่องค่านิยม คุณธรรม และศีลธรรม ดูเหมือนจะเสื่อมโทรมลงในการพัฒนาช่วงที่ผ่านมา ขณะเดียวกันประเทศไทยต้องเผชิญกับความท้าทายจากปัจจัยภายนอก เรื่องใหญ่ๆ เช่น เรื่องโลกร้อน พลังงานขาดแคลน
ทางออกที่ ดร.จิรายุนำเสนอ...ต้องเริ่มต้นที่ "หลักคิด" และ "เข็มทิศ" ก่อน ซึ่งน่าจะมาจาก "ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง" ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ขณะเดียวกันก็ต้องมีเครือข่ายจากผู้รู้และหน่วยงานมาช่วยขับเคลื่อน เพราะยังมีโครงการต่างๆ อีกจำนวนมากที่สามารถนำมาใช้ให้เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศ เพราะฉะนั้น "อนาคตประเทศไทย" เราไม่ได้เริ่มต้นที่ "ศูนย์" แต่อนาคตมีการเปลี่ยนแปลงทั้งสังคม เศรษฐกิจ การเมือง น่าจะต้องหารูปแบบที่เหมาะสม
> อ่านรายละเอียด
[คาบข่าวจาก ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 22 กรกฎาคม 2553]
+ bird's eye view
ทิศทาง-แนวคิดแผนฉบับ 11
ปิด 5 จุดเสี่ยง-สร้าง 6 ภูมิคุ้มกัน
การจัดทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ มีหน่วยงานหลักที่รับผิดชอบคือ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ สภาพัฒน์ โดยประเทศไทยมีการจัดทำแผนพัฒนาฯครั้งแรก ในปี 2504 จนถึงปัจจุบันมีการจัดทำแผนพัฒนาฯมา 10 ฉบับแล้ว โดยที่ใช้อยู่ในปัจจุบันคือฉบับที่ 10 ซึ่งจะสิ้นสุดแผน เดือน ก.ย. 2554
ดังนั้นระหว่างนี้จึงมีการจัดเตรียมร่างและกรอบของแผนพัฒนาฯฉบับที่ 11 โดยช่วง 2 ปีที่ผ่านมาสภาพัฒน์ได้วิเคราะห์จุดอ่อน จุดแข็ง โอกาส และภัยคุกคาม เพื่อกำหนดทิศทาง จนล่าสุดได้ร่างแผนพัฒนาฯฉบับที่ 11 ขึ้นมาแล้ว ขณะนี้อยู่ในช่วงการทำโฟกัสกรุ๊ประดมความคิดเห็นของประชาชนทุกภาคส่วน ตั้งแต่ในระดับหมู่บ้าน ระดับภาค และระดับประเทศ เพื่อนำความคิดเห็นและข้อเสนอแนะไปปรับปรุง
จุดเด่นของการจัดทำร่างแผนพัฒนาฯฉบับที่ 11 ของสภาพัฒน์คือ เป็น "แผนยุทธศาสตร์" ซึ่งเริ่มมาตั้งแต่แผนฯ 8 ต่างจากที่ผ่านมาจะมีลักษณะเป็น "แผนพัฒนาฯ" โดยมีกรอบแนวความคิดคือ พยายาม "ปิดจุดอ่อน" ที่เป็นปัจจัยเสี่ยง โดยยึดวิสัยทัศน์ประเทศไทยปี 2570 เป็นเป้าหมาย แล้วมาวางกรอบ 5 ปี เริ่มจากการวิเคราะห์หา "จุดอ่อนของประเทศ" หรือปัจจัยเสี่ยงสำคัญในอีก 5 ปีข้างหน้า ซึ่งสภาพัฒน์กลั่นกรองออกมาได้ 5 ข้อ
1.ความอ่อนแอของการบริหารภาครัฐ มิติการเมือง 30 ปีที่ผ่านมา การแย่งชิงอำนาจรัฐ การแสวงหาผลประโยชน์ เราไม่เคยคิดว่าจะรุนแรงขนาดนี้ จึงถือเป็นจุดเสี่ยงอันดับหนึ่ง ของประเทศ
2.โครงสร้างเศรษฐกิจไทยอ่อนแอ เพราะพึ่งการส่งออกมากเกินไป เราจะปล่อยให้เศรษฐกิจไทยเคลื่อนไปตามกระแสโลกโดยเราคุมไม่ได้ เราควรสร้างระบบการลงทุนในประเทศที่มีการตอบแทนไม่ใช่แค่การส่งออก หากไม่มีการเปลี่ยนแปลงจะทำให้เศรษฐกิจไทยขึ้นๆ ลงๆ เป็น "roller coaster" ตามกระแสโลก นอกจากนี้สภาพัฒน์ได้ศึกษาพบว่า 70% ของรายได้ประเทศถูกเอาไปตอบแทนนายทุนหรือผู้ที่เป็นเจ้าของทุน ส่วนแรงงานได้รับผลตอบแทนเพียง 30% ขณะที่ในยุโรปเจ้าของทุนได้รับผลตอบแทนเพียง 20% ของรายได้ประเทศ ส่วนคนที่ใช้แรงงาน เป็นแรงงานที่มีฝีมือได้รับผลตอบแทนถึง 80% เรื่องนี้เป็นโครงสร้างที่เป็นปัจจัยเสี่ยงเช่นกัน
3.โครงสร้างประชากรอ่อนแอไม่สมดุล แนวโน้มจะเป็นสังคมผู้สูงอายุมากขึ้น ขณะนี้วัยแรงงาน 5 คน แบกรับผู้สูงอายุ 1 คน แต่อีก 10 หรือ 20 ปีข้างหน้าจะเหลือเพียง 3 คนเท่านั้น
4.ค่านิยมและวัฒนธรรมไทยอ่อนแอ
5.ทุนทรัพยากรและธรรมชาติสิ่งแวดล้อมอ่อนแอ เกิดการเปลี่ยนแปลงในฐานทรัพยากรธรรมชาติ
โดยมียุทธศาสตร์และแนวทางการพัฒนาที่สภาพัฒน์กำหนดไว้ 7 ยุทธศาสตร์ ได้แก่
1.ยุทธศาสตร์การสร้างฐานการผลิตที่ส่งเสริมการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจอย่างเข้มแข็งและสมดุล
2.ยุทธศาสตร์การสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยต่อการผลิต การค้า และการลงทุนในประเทศ และเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจในภูมิภาค
3.ยุทธศาสตร์การพัฒนาคุณภาพคนให้เหมาะสมตามช่วงอายุ
4.ยุทธศาสตร์การปรับโครงสร้างสังคมให้เป็นสังคมที่มั่นคง เป็นธรรม มีพลัง และเอื้ออาทร
5.ยุทธศาสตร์การเป็นเศรษฐกิจและสังคมสีเขียว
6.ยุทธศาสตร์การสร้างสมดุลและมั่นคงของพลังงานและอาหาร
และ 7.ยุทธศาสตร์การสร้างความเข้มแข็งให้ภูมิภาคและพื้นที่เศรษฐกิจหลัก
> www.nesdb.go.th
> แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
> อ่านรายละเอียด
[คาบข่าวจาก ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 15 กรกฎาคม 2553]
+ bird's eye view
"นักวิชาการ" ระดมสมอง
พลิกวิกฤตประเทศด้วยทุนมนุษย์
กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กระทรวงแรงงาน , สถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งชาต ิ, สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย , สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย , มหาวิทยาลัยแสตมฟอร์ด และหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ได้ร่วมกันจัดงานเสวนาทางวิชาการในหัวข้อที่ชื่อ "พลิกวิกฤตประเทศระยะยาวด้วยทุนมนุษย์" มี นคร ศิลปอาชา อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน, ดร.ชุมพล พรประภา กรรมการบริหารสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย, ดร.บุญมาก ศิริเนาวกุล อธิการบดีมหาวิทยาลัยแสตมฟอร์ด, สมพงษ์ นครศรี รองประธานอาวุโสสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และ ดร.พานิช เหล่าศิริรัตน์ ผู้อำนวยการสถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งชาติ มาร่วมแลกเปลี่ยนข้อมูลบนเวที หากยังมี ปราโมทย์ วานิชานนท์ กรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ มาเป็นผู้ดำเนินการเสวนาด้วย
ความว่า ตั้งแต่ปี 2538 เมื่อมองจากมุมการจัดอันดับความสามารถในการแข่งขันของ สถาบันนานาชาติเพื่อการจัดการ (IMD) สะท้อนให้เห็นว่า การพัฒนาของไทยยังคงอยู่ในเส้นทางของการขาดเสถียรภาพ ขณะที่ผลิตภาพแรงงานของไทยส่วนใหญ่นับตั้งแต่ปี 2545 เป็นต้นมา อยู่ในระดับน่าเป็นห่วง หรืออย่างเรื่องขีดความสามารถในการแข่งขัน ตอนนี้สิงคโปร์มาเป็นอันดับ 1 ฮ่องกงเป็นอันดับ 2 และสหรัฐอเมริกาเป็นอันดับ 3 ส่วนประเทศไทยอยู่ในอันดับ 26 ซึ่งถือว่าตกต่ำมาก ขณะที่ขีดความสามารถทางด้านประสิทธิภาพ ประสิทธิผล ประเทศไทย ก็อยู่ในอันดับ 49 จากทั้งหมด 58 ประเทศ
> www.dsd.go.th
> www.ftpi.or.th
> www.fti.or.th
> อ่านรายละเอียด
[คาบข่าวจาก ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 12 กรกฎาคม 2553]
+ bird's eye view
รศ.ดร.นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ เจ้าทฤษฎีปฏิวัติสยาม 2475 "ประวัติศาสตร์จบไปแล้ว"
วาทกรรมและประวัติศาสตร์เกี่ยวกับ 24 มิถุนายน 2475 ถูกบันทึกต่างกรรมต่างวาระ 1 ในหลายบันทึกประวัติศาสตร์ที่สมบูรณ์ คือ หนังสือ "ปฏิวัติสยาม พ.ศ.2475" เรียบเรียง-ค้นคว้าโดย "รศ.ดร.นครินทร์ เมฆไตรรัตน์" แห่งคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
รศ.ดร.นครินทร์ กล่าวถึงหนังสือการปฏิวัติสยาม พ.ศ.2475 ว่า "ผมเบื่อหนังสือเล่มนี้มากๆ ผมทำหนังสือเล่มนี้ช่วงปี 2525-2535 ใช้เวลาประมาณ 10 ปี ... ผมเขียนบทความชิ้นแรกในปี 2525 และได้เข้าไปอยู่ในข้อโต้เถียงซึ่งผมเบื่อมาก โดยเฉพาะข้อโต้เถียงระหว่างคณะราษฎรกับคณะเจ้า ... ผมพูดตรงๆ ว่า ทั้ง 2 ฝ่ายบอกความจริงไม่หมด พูดเฉพาะสิ่งที่ตัวเองได้ประโยชน์ ไม่พูดความจริงทั้งหมด เช่น คณะเจ้าก็จะพูดถึงการเตรียมการพระราชทานรัฐธรรมนูญ ส่วนฝ่ายตรงข้ามชิงสุกก่อนห่าม พวกคณะราษฎรก็จะยกย่องหลายเรื่องจนเกินเหตุ"
"ยกตัวอย่างที่ผมรู้สึกช็อก คือใครที่เขียนเค้าโครงเศรษฐกิจไทยเป็นคนแรก? ถ้าบอกว่าหลวงประดิษฐมนูธรรม อันนี้แหละคือความเท็จ ผมจึงหนีจากคณะรัฐศาสตร์ไปอยู่อักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ด้วยเหตุที่ผมเบื่อความเท็จ ความจริงที่มันเลอะเทอะ ถ้าอ่านหนังสือ เข้าหอจดหมายเหตุ หรืออ่านรายงานการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ก็จะรู้ว่าคนที่เขียนเค้าโครงเศรษฐกิจคนแรกชื่อ "มังกร สามเสน""
"ปัจจุบันนี้ยังไม่มีหนังสือ หรืองานวิจัย บอกว่าคณะราษฎรคือใคร ประกอบด้วยใครบ้าง ทำอะไรบ้าง และพวกเรามีแนวโน้มอย่างหนึ่ง คือมักเอาคณะราษฎรไปเท่ากับ ปรีดี พนมยงค์ มันเป็นไปได้อย่างไร คุณไม่นับหลวงพิบูลสงครามเลยเหรอ พอบอกว่าคณะราษฎรคือหลวงพิบูลสงคราม หลายคนโกรธมาก ... อาจารย์ปรีดีเป็นเพียงเสี้ยวเดียวขององค์คณะ ทำไมไม่นับพระยาพหลฯล่ะ? ความจริงคนที่เป็นแกนกลางในการวิ่งติดต่อประสานงานในคณะราษฎรในการประชุมทุกครั้งคือ ประยูร ภมรมนตรี เราก็ไม่นับประยูร ไปหาว่าประยูรเป็นพวกทรยศไปอยู่กับเจ้า ด่าประยูรไปเลอะเทอะ แต่ถ้าไม่มีประยูร ไม่มี แนบ พหลโยธิน ก็ไม่มีคณะราษฎร"
"อาจารย์นครินทร์" บอกว่าหนังสือชุด 2475 นั้นอ่านยาก เพราะ "ผมตั้งใจทำให้อ่านยาก ไม่ได้ตั้งใจเขียนให้ง่าย เพราะว่าผมเบื่อหน่ายมาก ทั้งนักประวัติศาสตร์ และนักรัฐศาสตร์ ความจริงถ้ามีเวลา ผมจะทำให้ยากกว่านั้นอีก"
"เราเรียกร้องต่ออดีต ในสิ่งที่มันเป็นไปไม่ได้ ในฐานะนักเรียนประวัติศาสตร์ ผมเห็นว่าหลายๆ เรื่องมันจบไปแล้ว ผมเองเห็นแย้งทั้ง 2 พวก ผมถือว่าการปฏิวัติ 2475 จบสิ้นไปแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อระบบการเมืองคงตัวอยู่ ทั้งหมดเป็นเรื่องที่สร้างใหม่ทั้งสิ้น ... คนแต่ละกลุ่มก็สร้างตำนานของตัวเองขึ้นมา คนแต่ละกลุ่มก็สร้างศัตรูของตัวเองขึ้นมา ... ผมถือว่าการปฏิวัติ 2475 จบไปแล้ว ที่เหลือคือการตีความซึ่งเป็นเรื่องของทุกคน ใครจะชอบรสนิยมยังไงก็เชิญตามสบาย ผมไม่ขัดข้อง ใครจะเป็นซ้ายก็ซ้ายให้สุดๆ ใครจะเป็นขวาก็เป็นขวาให้สุดๆ ความจริงประวัติศาสตร์ history เป็นของทุกคน ไม่ใช่สมบัติของคนใดคนหนึ่ง ประวัติศาสตร์เป็นของทุกคน"
> อ่านรายละเอียด
[คาบข่าวจาก ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 1 กรกฎาคม 2553]
+ bird's eye view
ความแปลกแยกแห่งสยาม
เจ็ดสิบแปดปีของความพยายามสถาปนาระบอบประชาธิปไตยผ่านไป สยามประเทศยังคงจมปลักอยู่กับคณาธิปไตยติดฉลาก มาจากการเลือกตั้ง สลับกับการแทรกแซงของเผด็จการทหารเป็นครั้งคราว ชนชั้นนำยังคงเป็นคนกลุ่มเดิม โดยมีนักธุรกิจและนักการเมืองอาชีพเริ่มเบียดเสียดเข้ามามีอิทธิพลบนเวทีการเมืองเพิ่มขึ้น สื่อมวลชนยังคงอยู่ใต้ชะเงื้อมและกำกับของรัฐอย่างแนบแน่นจนน่าอึดอัด ห้าสิบปีของการเร่งรัดพัฒนาเศรษฐกิจ คนรวยไม่กี่ตระกูลร่ำรวยขึ้น ในขณะที่คนจนมีมากขึ้นและจนลง ชนบทจมจ่อมอยู่กับความเสื่อมทรามของธรรมชาติแวดล้อม การกดราคาพืชผลและสภาวะด้อยโอกาสในแทบทุกด้าน เมื่อเปรียบเทียบกับกรุงเทพมหานครที่ดูดซับเอาทรัพยากร รายได้ และเงินภาษีจากภาคเกษตร เข้ามาสร้างความมั่งคั่งจำเริญรุ่งเรือง จนกลายเป็นเมืองโตเดี่ยวโดดเด่นแตกต่างจากพื้นที่อื่นๆ ของประเทศอย่างเปรียบมิได้
ความแปลกแยกเกิดขึ้นเมื่อเสรีภาพ พลังสร้างสรรค์ ศักยภาพ และศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ถูกลดทอนลง เกษตรกรถูกบีบบังคับให้ละเลิกจากสันโดษวิถี หันมาเร่งเพิ่มผลผลิตเพื่อชาติ และต้องแบกรับความเสี่ยงของการผลิตแต่เพียงฝ่ายเดียวมาโดยตลอด จากเกษตรกรพอเพียงแปรเปลี่ยนไปเป็นชาวนาไร้ที่ดิน คนงานในไร่นา ลูกจ้างรายวัน และแรงงานไร้ฝีมือที่ซมซานเข้ามาหางานทำในเมือง ความแปลกแยกเกิดขึ้นเมื่อชีวิตไม่มีทางเลือก ไม่สามารถพึ่งตนเองได้ แต่กลับถูกบีบให้ต้องยอมจำนนต่อระบบเศรษฐกิจการเมืองที่ถูกกำหนดจากภายนอก ความแปลกแยกเกิดขึ้นเมื่อชีวิตต้องกระเสือกกระสนดิ้นรนอยู่ในวังวนของหนี้สิน เพราะชาวบ้านรู้สึกตัวว่าไม่มีกำลังจะต่อต้าน หมดโอกาสจะต่อสู้เพราะไม่มีพลังต่อรองทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม
สองทศวรรษที่ผ่านมา ชาวชนบทในทุกภูมิภาคเริ่มต้นบททดลองในการแสวงหาทางเลือกใหม่ๆ โครงสร้างของอาชีพเริ่มมีความหลากหลายมากขึ้น พร้อมๆ กับการก่อรูปของกระบวนการสั่งสมประสบการณ์ความรู้และ จินตนาการ ชุดใหม่เกี่ยวกับอนาคตที่กำเนิดขึ้นในชนบท ชนชั้นกลางระดับล่างเริ่มก่อตัวขึ้นอย่างเงียบๆ ในชนบทแห่งสยาม นักการเมืองฉลาดแกมโกงอย่างคุณทักษิณและบริวารสามารถฉกฉวยจินตนาการใหม่ของชาวชนบทมาสร้างเป็นจุดขายทางการเมืองด้วยนโยบายประชานิยม นโยบายเหล่านี้เข้ากันได้กับการเปลี่ยนแปลงด้านจิตสำนึกที่กำลังก่อร่างสร้างตัวขึ้นในชนบท และเป็นปัจจัยสำคัญยิ่งกว่าเงินทุนซึ่งทำให้คุณทักษิณสามารถชนะการเลือกตั้งได้อย่างถล่มทลายถึงสองครั้งสองครา
ศรัทธาเพียงน้อยนิดต่อระบอบประชาธิปไตย ประกอบกับการไม่เข้าใจความแปลกแยกของผู้คนจำนวนมากในสังคม ทำให้ชนชั้นนำและทหารบางกลุ่มเลือกใช้การก่อม็อบและรัฐประหาร เป็นวิธีกำจัดคุณทักษิณออกจากระบบการเมืองไทย การไม่เข้าใจความแปลกแยกของผู้คนอีกเช่นเดียวกันที่ทำให้นักการเมืองซีกรัฐบาล รวมทั้งชนชั้นกลางส่วนใหญ่ และสื่อมวลชนอีกหลายแขนง มองการเข้าร่วมชุมนุมประท้วงของชาวบ้านในช่วงสองเดือนที่ผ่านมา ด้วยสายตาหวาดระแวงและรังเกียจเดียดฉันท์ วาทกรรม รับจ้างเขามาประท้วง บดบังไม่ให้ชนชั้นกลางในเมืองหลวงมองเห็นประวัติศาสตร์ของความไม่เป็นธรรมทางสังคมที่อยู่เบื้องหลังการเข้าร่วมชุมนุมของคนส่วนใหญ่ วาทกรรม ทำเพื่อทักษิณ บดบังไม่ให้ชนชั้นกลางมองเห็นอาการโหยหาสิทธิเสรีภาพและการมีส่วนร่วมทางการเมืองที่อยู่เบื้องหลังการเข้าร่วมชุมนุมของประชาชนจำนวนมาก และวาทกรรม ผู้ก่อการร้าย บดบังไม่ให้ชนชั้นกลางมองเห็นความสำคัญของความอดทนอดกลั้น การเจรจาต่อรอง และรับฟังปัญหาของพี่น้องร่วมแผ่นดิน
แน่นอน ยังมี พลัง กลุ่มอื่นๆ ที่เกิดจากความขัดแย้งในกองทัพและชนชั้นนำด้วยกันเอง รวมทั้งกลุ่มภายใต้บงการของนายใหญ่ เหตุการณ์ความรุนแรง 10 เมษา และ 19 พฤษภามหาวิปโยค พรากชีวิตของผู้เป็นที่รักทั้งสองฟากฝ่ายให้จากไปอย่างไม่มีวันกลับ แม้ว่าคราบเลือดและควันไฟแห่งความคลั่งแค้นจะจางและมอดดับลงในไม่ช้า แต่ความรุนแรงที่เกิดขึ้นกลับกรีดรอยแผลของประวัติศาสตร์ความขัดแย้งที่ร้าวรานบาดลึกและแผ่ซ่านเข้าไปในทุกอณูของสังคมไทย ยังมีแนวโน้มว่าประชาชนจะเกิดความรู้สึกร่วมมากขึ้นในการแสวงหาเสรีภาพ และทวงสิทธิการมีส่วนร่วมทางการเมืองใน รูปแบบ ต่างๆ หนทางข้างหน้ายังอีกไกลนัก กว่าเราจะฝ่าวิกฤติทางการเมืองครั้งนี้ไปได้
> อ่านรายละเอียด
[คาบข่าวจาก กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 24 พฤษภาคม 2553]
+ bird's eye view
ไม่โต-ไม่แตก ครบรอบ 12 ปี "พรรคทักษิณ"
14 กรกฎาคม คือวันก่อตั้ง พรรคไทยรักไทย เป็นพรรคที่มีจุดแข็งเรื่องการรวมตัว-รวมพลัง จัดกิจกรรมเฉพาะกิจ ทำให้จุดแข็งด้านนโยบายประชานิยมถูกเล่นแร่แปรธาตุ จากพรรคไทยรักไทย สู่ พรรคพลังประชาชน และเป็นมรสุม พรรคเพื่อไทย
นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย นายสมาน เลิศวงศ์รัฐ อดีตกรรมการบริหารพรรคพลังประชาชน นายคณวัฒน์ วศินสังวร รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย คนในพรรค 3 ชื่อ 3 รุ่น กะเทาะเปลือก "พรรคทักษิณ"
"พรรคไทยรักไทยเป็นผลจากการใช้รัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 ซึ่งต้องการให้พรรคการเมืองมีความเข้มแข็ง ประชาชนเลือกพรรคการเมืองมากขึ้น และเนื่องจากพรรคไทยรักไทยเกิดในช่วงวิกฤต จึงทำให้พรรคนี้ถูกบีบให้ต้องพัฒนาตัวเองในเรื่องนโยบาย ทำให้เกิดปรากฏการณ์ใหม่ๆ ที่ประชาชนเลือกพรรคและนโยบาย"
ส่วนพรรคพลังประชาชนก็มีความพยายามนำเอาอุดมการณ์แนวคิดของพรรคไทยรักไทยมาทำต่อ แต่อ่อนแอเพราะขาดบุคลากร หลังจากนั้นพรรคพลังประชาชนก็ถูกทำลายต่อ
จนกระทั่งมีพรรคเพื่อไทย ซึ่งมีจุดอ่อน นอกจากจุดอ่อนเรื่องบุคลากรแล้ว บุคลากรจำนวนมากที่มีศักยภาพก็ไม่อยากดำรงตำแหน่งกรรมการบริหารพรรค
"พรรคเพื่อไทยต้องทำพรรคให้เป็นพรรคการเมือง ไม่ใช่เป็นการตัดสินใจของคนไม่กี่คนอย่างที่เป็นอยู่ พรรคเพื่อไทยต้องหันมาเน้นนโยบาย ลดการต่อล้อต่อเถียงรายวันให้เหลือน้อย และเน้นนโยบาย ซึ่งการทำแบบนี้ต้องจัดระบบพรรคการเมืองเสียก่อน"
> www.ptp.or.th
> อ่านรายละเอียด
[คาบข่าวจาก ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 15 กรกฎาคม 2553]
+ bird's eye view
สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล: วิพากษ์ "คลื่น" การเคลื่อนไหว 3 "ระลอก" ของ "เสื้อแดง"
สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล อาจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้เขียนวิเคราะห์และวิพากษ์ขบวนการเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อแดงลงในเว็บบอร์ดแห่งหนึ่ง เมื่อวันที่ 19 มิถุนายนที่ผ่านมา ว่า "คลื่น" การเคลื่อนไหว 3 "ระลอก" ของ "เสื้อแดง" ในรอบ 3 ปีที่ผ่านมา ไม่มีการอภิปรายถกเถียง ในแง่ทิศทาง จังหวะก้าว ความผิดพลาด ฯลฯ พิสูจน์ให้เห็นอย่างแน่นอนว่า นี่ไม่ใช่การมี "สุขภาพดี" ของขบวนการทางการเมือง และขบวนการนี้ ขึ้นต่อการตัดสินใจ และกำหนดของกลุ่มคนเล็กน้อยเพียงหยิบมือเดียว
[1] ระลอกที่ 1
22 กรกฎาคม 2550 นี่คือช่วง "ก่อนประวัติศาสตร์" (pre-history) ของขบวนการเสื้อแดง การก่อรูปขึ้นจากการยุบพรรคไทยรักไทย การเข้าแทนที่ (take-over) การเคลื่อนไหวต้านรัฐประหารของกลุ่มย่อยอื่นๆ ที่ดำเนินไปก่อนหน้านั้น โดยเฉพาะ "คนวันเสาร์", "เครือข่าย 19 กันยา" และ "พลเมืองภิวัฒน์" ขณะที่กลุ่มย่อยก่อนหน้านี้เคลื่อนไหวมาครึ่งปีกว่า ไม่เคยถึงขั้นปะทะ "พีทีวี" จัดชุมนุม 2-3 ครั้ง แต่ประเด็นไม่แหลมคมอะไร เช่น ไม่ยอมชูประเด็น เปรม เลย เป็นต้น แต่แล้ว ไม่ถึง 2 เดือนดี (ต้นมิถุนายน ถึง 22 กรกฎาคม) ก็ "ลงเอย" ด้วยการไปปะทะหน้าบ้านเปรม (ซึ่งความจริง หลีกเลี่ยงได้) แกนนำถูกจับครั้งแรก พอดีมีการเคลื่อนไหวเรื่องรับรองรัฐธรรมนูญ ก็เลยกลายเป็นการรณรงค์ในเรื่องนั้นแทน การลงมติรัฐธรรมนูญแพ้ แต่พอดีเลือกตั้งชนะ ขบวนการเคลื่อนไหวมวลชนจึงหายไป มีออกมาในรูปรายการทีวี "ความจริงวันนี้" แทนบางส่วน
[2] ระลอกที่ 2
เมษายน 2552 การเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ครั้งแรกของ "เสื้อแดง" โดยตรง (เกิด ตุลาคม 2551 ในท่ามกลางกระแสชุมนุมพันธมิตร และกรณี "น้องโบว์") ชุมนุมใหญ่สิ้นปี 2551 และเริ่มรณรงค์ มีนาคม 2552 ตามจังหวัดต่างๆ โดยเฉพาะทางภาคเหนือ ทักษิณ ประกาศเปิดโปง เปรม (และ ปีย์ ฯลฯ) โดยตรง เป็นครั้งแรก แต่ลงเอย ที่ สงกรานต์ 2552 ที่แกนนำถูกจับอีก และการชุมนุมถูกสลายไป พร้อมการตกเป็นฝ่ายรับทางการเมืองจากกรณีพัทยา มหาดไทย ยึดรถเมล์ รถน้ำมัน ในกรุงเทพ ฯลฯ เดือนมิถุนายน-สิงหาคม 2552 มีการปรากฏตัวรณรงค์ใหม่อีก แต่คราวนี้ กลายเป็นเรื่อง "ล่าลายชื่อถวายฎีกา"
[3] ระลอกที่ 3
มีนาคม - พฤษภาคม 2553 คราวนี้ ลงเอย ด้วยการถูกปราบหนักหน่วง และเสียหายทางการเมือง หนักหน่วง (ไม่ต้องพูดถึงเรื่องคนตาย คือการพ่ายแพ้ที่สำคัญที่สุด) เครือข่าย กลไกต่างๆ ที่สะสมขึ้นมาในระยะ 2 ปีเศษ ถูกทำลายเกือบหมด (ทีวี, วิทยุชุมชน, นิตยสาร ฯลฯ) โดยไม่เพียงแต่ไม่ได้อะไรเพิ่มขึ้น (วันยุบสภาตามที่เรียกร้อง)
บรรดากองเชียร์เสื้อแดง มักจะภูมิใจว่า ขบวนการของตนเป็นขบวนการ "ประชาธิปไตย" เรียกว่าเป็นขบวนการเปลี่ยนแปลงสังคมและการเมืองในลักษณะ "โครงสร้าง" หรือในลักษณะ "ระบอบ" เลยทีเดียว (โค่น "ระบอบอำมาตย์" เป็นต้น) บรรดากองเชียร์เสื้อแดง มักจะไม่พอใจ เมื่อถูกพวกผู้จัดการ พวก "อำมาตย์" โจมตีว่า เป็น "ขบวนการเพื่อทักษิณ" โดยพยายามโต้แย้งว่า มวลชน หรือ เสื้อแดง ได้ "ก้าวข้าม" "ก้าวพ้น" ทักษิณ ไปแล้ว (แม้แต่ทักษิณเอง ก็ออกมาพูดเช่นนี้) หลังๆ บรรดานักวิชาการที่หันมาเชียร์เสื้อแดงกันมากขึ้นก็พยายามอธิบายทำนองเดียวกัน ด้วยการยกเรื่อง "ความเปลี่ยนแปลงในชนบทไทย" ฯลฯ มาสนับสนุน
แต่ถามจริงๆ ว่า มีขบวนการเพื่อการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการเมือง-สังคม ที่ไหน ที่มีลักษณะอับจน ในแง่ของชีวิตทางภูมิปัญญาภายใน (internal intellectual life) ในแง่ของการขาดแคลนการดีเบต (อภิปราย) ในเรื่องทิศทาง จังหวะก้าว ความผิดพลาด อย่างเด่นชัดมากๆ อย่างที่เสื้อแดงเป็นอยู่ในระยะ 2-3 ปีมานี้? เอาเข้าจริงแล้ว การกำหนดกรณีอย่าง ถวายฎีกา หรือแม้แต่ กรณีเรื่อง "ยุบสภา" ครั้งล่าสุด (ไม่ต้องพูดถึงในเชิงยุทธวิธี ที่มุ่ง "ชน" การยึดราชประสงค์ การไม่ยอมลง ไม่ยอมเจรจา เป็นต้น) เป็นผลมาจากการระดม กลั่นกรอง ขึ้นมาจาก การถกเถียงภายในของขบวนการ ของมวลชน และคนสนับสนุนทั้งหลาย ฯลฯ หรือมาจากการกำหนด ของคนไม่กี่คน พูดง่ายๆ คือ ของคนไม่กี่คนบรรดาที่ใกล้ชิดกับทักษิณ?
ทั้งความสำเร็จของการปฏิวัติรัสเซีย และการปฏิวัติจีน หาได้ ขึ้นต่อ หรือผูกติดกับ เลนิน หรือ เหมา ในลักษณะที่ถูกโฆษณาภายหลังปฏิวัติแล้ว แต่อย่างใด
> อ่านรายละเอียด
[คาบข่าวจาก มติชนออนไลน์ วันที่ 1 กรกฎาคม 2553]
+ bird's eye view
"เลยโมเดล" แบบอย่าง แดงปรองดอง
ขณะที่จังหวัดพื้นที่แดงเดือด เช่น อุดรธานี ขอนแก่น ชัยภูมิ ยังอยู่ในประกาศ พรก.สถานการณ์ฉุกเฉิน แต่สำหรับจังหวัดใกล้เคียงอย่าง จังหวัดเลย แม้จะมีคนเสื้อแดงแทบยกจังหวัด แต่การเคลื่อนไหวทางการเมืองกลับเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ไม่มีการเผาศาลากลางจังหวัด จึงหลุดพ้นจากการประกาศ พรก.สถานการณ์ฉุกเฉิน จังหวัดเลยจึงถูกยกให้เป็น เลยโมเดล แบบฉบับของความปรองดองทางการเมืองแบบน่ารักน่าลุ้น เพราะเป็นจังหวัดมีเสื้อแดง แต่สุขสงบ ท่ามกลางความอึมครึมของคนเสื้อแดงในจังหวัดภาคอีสานอื่นรายล้อม
และถ้าย้อนกลับไปในช่วงพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเข้มแข็ง ก็มีการชุมนุมในพื้นที่แห่งนี้ แต่ไม่การต่อต้านไล่ฆ่าจากฝ่ายเสื้อแดง เช่นเดียวกันถึงคิวมหกรรมเสื้อแดงมารุ่งเรือง สภาพกิจกรรมในพื้นที่เป็นไปด้วยความสงบ พื้นที่แห่งนี้มีนักการเมืองสองขั้ว เป็น ส.ส.พรรคเพื่อไทย 3 คน อีกรายเป็น ส.ส.ภูมิใจไทย แต่ทั้งหมดอยู่ร่วมกันได้ วิถีการเมืองต่างเดินไปตามกรอบกติการัฐธรรมนูญที่กำหนดไว้ บ่อยครั้งจังหวัดเลยมีการชุมนุม มีการยื่นหนังสือประท้วงเช่นเดียวกับจังหวัดอื่นในภาคอีสาน แต่ไม่มีอาการอารมณ์ค้าง ตามมาด้วยอาละวาดนอกกรอบกฎหมาย
สภาพความเห็นต่างทางการเมือง ไม่ทำให้โอกาสพัฒนาจังหวัดต้องสูญเสียไป ที่ผ่านมารัฐมนตรีจากพรรคร่วมรัฐบาลสามารถลงพื้นที่โดยปราศจากเหตุรุนแรง โดยไม่มีแก๊งค์อันธพาลอาละวาด คอยสกัดกั้น ปาไข่ รุมทำร้ายเหมือนกับชนเผ่าป่าเถื่อนในพื้นที่อื่น จนกระทั่งสถานการณ์การเมืองลดระดับความรุนแรง ถึงเวลาที่พวกเขาต้องมองไกลไปถึงการพัฒนา ก็เกิดกระบวนการรวมกลุ่ม ถอดสีเสื้อ เหลือสีธงไตรรงค์ เปิดเวทีระดมความคิดเห็น เพื่อหาทางพัฒนาจังหวัดของพวกเขา
กรอบความคิดเลยโมเดล เป็นการรวมตัวอย่างเข้มแข็งของประชาชนในพื้นที่ มีเป้าหมายใหญ่เพื่อการพัฒนาจังหวัดในด้านต่างๆ โดยคำนึงถึงอัตลักษณ์คนเมืองเลย กล่าวคือ เทิดทูนสถาบัน เป็นคนมีอัธยาศรัยดี รักความสงบ เอื้ออาทร เห็นอกเห็นใจ ช่วยเหลือคนอื่น ขณะที่วิถีชีวีตความเป็นอยู่ (วิถีเลย) อยู่กันแบบเครือญาติ ปลูกบ้านเรือนนอนใกล้กัน นอนหัวค่ำตื่นดึกลุกเช้า เมื่อคุณภาพชีวิตดี การพัฒนาด้านต่างๆ เดินไปพร้อมกัน ทั้งเศรษฐกิจ การเมือง สังคม การศึกษา
เลยโมเดล ด้านการเมือง การปกครอง
นักการเมือง : มีนักการเมือง 2 ขั้ว (เพื่อไทย และภูมิใจไทย) อยู่ในจังหวัด แต่มีความสัมพันธ์แนบแน่น ประสารประโยชน์กันได้ มีน้ำใจนักกีฬา ภาคราชการทำหน้าที่สร้างควรามสงบสุขให้กับประชาชน มีธรรมาภิบาล
ผู้นำ/ผู้นำสูงสุด : มีภาวะผู้นำสูง เป็นผู้นำแบบประนีประนอม มีศิลปะในการบริหารความขัดแย้ง สื่อสารแบบเข้าถึงได้ตลอดเวลาและทันท่วงที
ผู้นำชุมชน : มีความเชื่อมั่นและศรัทธาผู้นำสูงสุด มีสติ แยกแยะความถูกต้องและผลดีผลเสียได้ดี
ภาคเอกชน : มีแนวคิดในการพัฒนาให้มีความเจริญทัดเทียมกับจังหวัดอื่นๆ จึงประสานความร่วมมือทุกภาคส่วน
ประชาชน : ไม่นิยมความรุนแรง สนใจด้านการเมืองอย่างมีเหตุผล
นี่คือความวิเศษในระบอบประชาธิปไตยที่เกิดขึ้นในจังหวัดเลย
> www.loei.go.th
> อ่านรายละเอียด
[คาบข่าวจาก โพสต์ทูเดย์ วันที่ 15 กรกฎาคม 2553]
+ bird's eye view
รางวัลตลาดนวัตกรรมการเงินเพื่อการพัฒนา
ปัจจุบันนวัตกรรมการเงินที่น่าตื่นเต้น น่าติดตาม และน่าลุ้นที่สุด หาใช่นวัตกรรมใดๆ ในโลกการเงินกระแสหลัก หากเป็นนวัตกรรมที่ถูกออกแบบมาตั้งแต่ต้นให้ใช้การได้ในพื้นที่ที่กันดารที่สุด ยากไร้ที่สุด และปราศจากสาธารณูปโภคพื้นฐานรองรับที่สุด เวทีที่ชักนำนวัตกรรมการเงินที่ "เจ๋ง" ระดับโลกมาอยู่ด้วยกันมากที่สุด คงต้องยกให้เวทีประกวดชิงรางวัล "ตลาดนวัตกรรมการเงินเพื่อการพัฒนา" (Marketplace on Innovative Financial Solutions for Development (MIF)) ซึ่งจัดงานสัมมนาและประกาศผลผู้ชนะ 5 ราย ในเดือนมีนาคม 2010 ในกรุงปารีส งานนี้ หน่วยงานพัฒนาของรัฐบาลฝรั่งเศส (The Agence Fran?aise de Developpement : AFD) , มูลนิธิบิลและเมลินดา เกตส์ และ ธนาคารโลก ร่วมกันเป็นเจ้าภาพ
เป้าหมายหลักของผู้จัดงานอยู่ที่การรวบรวมและยกย่องความคิดใหม่ๆ ด้านการเงินเพื่อการพัฒนา โดยเฉพาะนวัตกรรมที่ช่วยให้ผู้มีรายได้น้อยสามารถระดมทุน ถ่ายโอนทุน และใช้ทุนได้ดีกว่าเดิม เป้าหมายหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กันของงานนี้คือ การแนะนำให้ผู้เชี่ยวชาญหลายร้อยคนจากหลากสาขาได้ทำความรู้จักและแลกเปลี่ยนกัน ไม่ว่าจะเป็นนักพัฒนา ผู้ดำเนินนโยบาย ผู้บริหารมูลนิธิ เศรษฐีใจบุญ ผู้ประกอบการเพื่อสังคม นักวิชาการ ตัวแทนจากสถาบันการเงิน และตัวแทน จากภาคประชาสังคม องค์กรผู้จัดหวังว่า ผู้มาร่วมงานเหล่านี้จะได้ตระหนักถึงความสำคัญของการเงินเพื่อการพัฒนา (ซึ่งบางคนเรียกว่า "วิศวกรรมทางการเงินแบบละเมียด") และเมื่อตระหนักแล้วก็จะได้ร่วมกันคิดหาวิธีวัดผลที่เป็นมาตรฐานสากล และเปลี่ยน "กระบวนทัศน์" กระแสหลักเกี่ยวการใช้เงินเพื่อการพัฒนา
ผู้ชนะเลิศรางวัล MIF ทั้ง 5 โครงการมีดังนี้
1.โครงการ Affinity Microfinance : ประกันตราสารหนี้ ผู้ดำเนินโครงการนี้คือ Results for Development Institute (R4D) ร่วมกับ Corporaci?n Andina de Fomento (CAF)
2.โครงการ Ch@ng : "กล่องเงิน" สำหรับปล่อยสินเชื่อขนาดจิ๋ว ผู้ดำเนินโครงการนี้คือ Babyloan
3.โครงการ EcoTRA : ทรัสต์และบัญชีกันเงินสำหรับบ้านสีเขียว ผู้ดำเนินโครงการนี้คือ สถาบันอนุรักษ์พลังงานนานาชาติ (International Institute for Energy Conservation (IIEC))
4.โครงการ "การเงินมือถือ" สำหรับการเงินขนาดจิ๋ว ผู้ดำเนินโครงการนี้คือ มูลนิธิกรามีน
5.โครงการ หลักทรัพย์สภาพภูมิอากาศเพื่อลดความเสี่ยงของเกษตรกร ผู้ดำเนินโครงการนี้คือ สถาบันวิจัยนโยบายอาหารนานาชาติ (International Food Policy Research Institute (IFPRI)) ร่วมกับ Nyala Insurance บริษัทประกันจากเอธิโอเปีย
นวัตกรรมการเงินที่ชนะเลิศและอีก 15 ชิ้นที่ผ่านเข้ารอบสุดท้าย ล้วนแต่มีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกัน นั่นคือ ใช้วิธีคิดแบบ "จากล่างขึ้นบน" (bottom-up) ไม่ใช่ "จากบนลงล่าง" (top-down) อันเป็นธรรมเนียมปฏิบัติในโลกการเงินและเศรษฐศาสตร์กระแสหลัก มาผสานกับความรู้และความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี ธุรกิจ และการเงิน เพื่อสร้างนวัตกรรมที่ช่วยเหลือคนส่วนใหญ่ได้อย่างแท้จริงและสอดคล้องกับกลไกตลาด
> www.babyloan.org
> www.iiec.org
> www.grameenfoundation.org
> อ่านรายละเอียด
[คาบข่าวจาก ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 3 พฤษภาคม 2552]
+ bird's eye view
มหา'ลัยสโลว์ฟูด
มหาวิทยาลัย "ศาสตร์แห่งการรับประทานที่ดี" หรือ ยูเอ็นไอเอสซี (The Gastronomic Science University) ตั้งอยู่ใจกลางแคว้น Langhe ซึ่งเป็นแหล่งผลิตไวน์ ทั้งยังอยู่ใกล้เมืองอัลบา ซึ่งเป็นนครหลวงแห่งเห็ดขาว มหาวิทยาลัยแห่งนี้ตั้งขึ้นเมื่อปี 2547 หรือ 6 ปีที่แล้ว อาคารสำหรับการเรียนการสอนมีอายุเก่าแก่ตั้งแต่ศตวรรษที่ 19 และเคยเป็นปราสาทของเฮาส์ออฟซาวอย หรือชุมชนที่เติบโตขึ้นพร้อมคอมมูนอิสระอื่นๆ ในสวิตเซอร์แลนด์ ตั้งแต่สมัยก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 จนกระทั่งได้ปกครองอาณาจักรอิตาลีสมัยโบราณ
"มหาวิทยาลัยแห่งนี้ถือกำเนิดจากแนวคิดของคาร์โล เปตรินี (ผู้ให้กำเนิดสโลว์ฟูด ) ที่มองว่าการรับประทานอาหารที่ดีเป็นเหมือนศาสตร์ และมีส่วนผสมของวัฒนธรรม รวมถึงความเป็นมนุษย์ โดยมีความเข้าใจคุณค่าของอาหารในทุกๆ ขั้นตอน" วอลเตอร์ คันติโน ผู้อำนวยการมหาวิทยาลัย เผยความเป็นมา
นักศึกษาที่เข้าเรียนสถาบันแห่งนี้ ไม่ได้มีเป้าหมายที่การจบออกไปเป็นเชฟ แต่มุ่งเป็นผู้ที่พิถีพิถันกับการรับประทาน ซึ่งนับเป็นอาชีพใหม่ที่สามารถทำงานได้ในหลากหลายสาขา ในทุกขั้นตอนของการแปรรูปคุณภาพอาหาร ตั้งแต่การผลิต การจำหน่าย การส่งเสริมการขาย และการสื่อสาร หลักสูตรการเรียนการสอนเน้นหนักที่ต้านทานกระแสโลกาภิวัตน์ และการสนับสนุนให้ทำการเกษตรที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมในท้องถิ่น อย่างวิชาปฐพีศาสตร์ การปลูกไวน์ ชีววิทยา การวิเคราะห์อาหารด้วยประสาทสัมผัส ประวัติของการประกอบอาหารและการทำไวน์ มานุษยวิทยา และการตลาด
นอกจากการศึกษาภาคปกติแล้ว สถาบันแห่งนี้ยังเปิดคอร์สออนไลน์ภาคฤดูร้อน เน้นการเรียนการสอนด้านความยั่งยืนและนโยบายด้านอาหาร รวมถึงมีวิทยากรที่เป็นผู้เชี่ยวชาญระดับโลกมาให้ความรู้แก่นักศึกษาในวิชาต่างๆ เช่น ระบบสังคมและการเปลี่ยนแปลง พลังงานและการผลิตอย่างเป็นระบบ ความหลากหลายทางชีววิทยาและระบบนิเวศน์วิทยา สินค้า-ทรัพยากรร่วมกันและการแลกเปลี่ยน กฎหมาย-สิทธิและนโยบาย การศึกษาอย่างยั่งยืน ความรู้ดั้งเดิม-เพศและคุณค่าที่ไม่ใช่วัตถุ ความรื่นเริงและความเป็นอยู่ที่ดี
> www.unisg.it
> www.slowfood.com
> อ่านรายละเอียด
[คาบข่าวจาก กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 18 มิถุนายน 2553]
+ bird's eye view
"ครูทางเลือก" เลือกที่จะแตกต่าง
"โลกมีความรู้มากมาย แต่เราใช้ความรู้นั้นไม่เป็น" นี่คือคำกล่าวของ อ.ชาญชัย ลิมปิยากร ผู้อำนวยการ อาศรมพลังงาน โรงเรียนตื่นรู้ และอาจเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้เกิด "โรงเรียนทางเลือก" และ "ครูทางเลือก" เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในทศวรรษที่ผ่านมา แล้วทำไมต้อง "ทางเลือก" ทางเลือกดีกว่ากระแสหลักตรงไหน ในเวทีพูดคุยเรื่อง "เส้นทางครูอาสากับการสร้างครูพันธุ์ใหม่เพื่อการศึกษาทางเลือกฯ" ณ สถาบันอาศรมศิลป์ โรงเรียนรุ่งอรุณ ผู้บุกเบิกการศึกษาแนวทางนี้ต่างเห็นพ้องว่า การศึกษาทางเลือกเป็นธรรมชาติ เป็นการเตรียมพร้อม เป็นสิ่งที่ต้องเกิดขึ้น แต่ไม่ใช่ทางออกเพื่อการแก้ไขวิกฤตรอบด้านของโลก
"ธรรมชาติของการเรียนรู้ของมนุษย์มีอยู่แล้ว คุณไม่ต้องไปสอนอะไรเลยก็ได้ แต่ธรรมชาติของการเรียนรู้แบบนี้มันถูกทำลาย ถูกฆ่าตัดตอน เราไปเบรกมัน แล้วความมั่นใจมันหายไป สัญชาตญาณการเรียนรู้ตามธรรมชาติมันเสียหาย แล้วในหัวก็มีขยะมีไวรัสเต็มไปหมด ...การศึกษาทางเลือกมันเป็นเรื่องของการทวนกระแส ซึ่งเป็นหน่ออ่อนที่แทงยอดขึ้นมาใหม่ แล้วจะทำให้กระแสหลักเห็นตัวเอง"
การสร้างครูพันธุ์ใหม่ให้เป็นนักจัดการการเรียนรู้เพื่อการศึกษาทางเลือกจึงถูกออกแบบขึ้นภายใต้โครงการ ครูอาสาเพื่อการศึกษาทางเลือก จากความร่วมมือของ มูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม และ มูลนิธิซิเมนต์ไทย เพื่อสนับสนุนงานด้านการศึกษาทางเลือก และส่งเสริมให้หนุ่มสาวที่มีความมุ่งมั่นในงานด้านการศึกษาได้เข้าไปปฏิบัติงานเต็มเวลาใน 18 พื้นที่ทั่วประเทศที่มีการจัดการศึกษาทางเลือกเป็นระยะเวลา 1-2 ปี
"การเรียนรู้เบื้องต้นของคนเราจะเกิดขึ้นได้ก็ต้องอาศัยกัลยาณมิตร คือผู้บอกที่ดี และอาศัยโยนิโสมนสิการ คือการใคร่ครวญจากภายในของเราเอง นี่คือปรัชญา การสร้างครูและหาวิธีการเรียนการสอนที่ไปให้ถึงจิตวิญญาณ เราไม่ได้พูดถึงการศึกษาแคบๆ อีกต่อไป เราพูดถึงการเรียนรู้ ชีวิตคือการเรียนรู้"
> www.thaivolunteer.or.th
> อ่านรายละเอียด
[คาบข่าวจาก กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 22 มิถุนายน 2553]
+ bird's eye view
ผนึก 8 สถาบันตั้ง "ศูนย์ข้อมูลวิจัยไทย"
ดร.ทวีศักดิ์ กออนันตกูล ผอ.สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เปิดเผยว่า สวทช. จะจัดยุทธศาสตร์วิจัยใหม่ จากเดิมมี 8 กลุ่มยุทธศาสตร์ จะลดเหลือ 5 ยุทธศาสตร์ใหญ่ เพื่อให้ตรงกับปัญหาและโอกาสของประเทศ ประกอบด้วย 1. ด้านอาหารและการเกษตร 2. พลังงานและสิ่งแวดล้อม 3. สุขภาพและสาธารณสุข 4. อุตสาหกรรมการผลิต 5. ชุมชนและผู้ด้อยโอกาส ซึ่งถือว่าเป็นกลุ่มที่สำคัญมาก เพราะนักวิจัยของ สวทช. ส่วนใหญ่จะเก่งด้านวิชาการ แต่ขาดประสบการณ์ด้านชีวิตจริง และข้อเท็จจริงของประเทศ ดังนั้น ต้องลงพื้นที่ เพื่อรับคำปรึกษาจากคนในพื้นที่ เพื่อหาคำตอบว่า วิทยาศาสตร์จะช่วยอะไรได้บ้าง ที่ผ่านมาพบว่าเงินไม่สามารถแก้ปัญหาได้ แต่ความสำเร็จต้องมาจากความรู้ ความเข้าใจ เวลาและเงิน จากนั้นจึงจะนำความรู้ลงสู่ชุมชน ไม่ใช่ไปอวดรู้ การศึกษาในชุมชนชนบทถือเป็นสิ่งสำคัญที่ สวทช.จะต้องเข้าไปดำเนินงาน
"ที่สำคัญขณะนี้ สวทช. ได้ร่วมกับสถาบันวิจัย 8 แห่ง คือสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (สวก.) สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) จัดตั้งศูนย์ข้อมูลด้านงานวิจัยของประเทศ มี สวทช. เป็นเจ้าภาพ เพื่อให้บริการด้านฐานข้อมูลงานวิจัยทั้งหมด เหมือนห้องสมุดอิเล็กทรอนิกส์ คาดว่าภายใน 1-2 เดือนข้างหน้าจะแล้วเสร็จ"
> สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)
> สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)
> สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.)
> สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (สวก.)
> สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.)
> สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.)
> สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)
> สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.)
> อ่านรายละเอียด
[คาบข่าวจาก ไทยรัฐออนไลน์ วันที่ 16 กรกฎาคม 2553]
+ bird's eye view
เปิดใจ 4 นักวิจัยหญิง
"ความงามกับวิทยาศาสตร์ไปด้วยกันได้"
เริ่มต้นเปิดรับสมัครนักวิทยาศาสตร์หญิงไทย ร่วม โครงการ ทุนวิจัย ลอรีอัล เพื่อสตรีในงานวิทยาศาสตร์ อีกครั้งแล้ว หลังจากที่ได้จัดโครงการต่อเนื่อง และมอบทุนให้กับนักวิทยาศาสตร์สตรีไทยที่มีผลงานวิจัยที่โดดเด่น ในสาขาวิทยาศาสตร์ชีวภาพ (Life Science) และสาขาวัสดุศาสตร์ (Material Science) รวมแล้ว 27 คน
โดยในปี 2552 ที่ผ่านมา ทางโครงการฯ ได้คัดเลือกมอบทุนวิจัยให้แก่ 4 นักวิทยาศาสตร์หญิงรุ่นใหม่ ในสาขาวิทยาศาสตร์ชีวภาพ (Life Science) จำนวน 2 ทุน ได้แก่ ดร.นิศรา การุณอุทัยศิริ จากศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) และ รศ.ดร.อาทิวรรณ โชติพฤกษ์ จากภาควิชาวิศวกรรมเคมี คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในสาขาวัสดุศาสตร์ (Material Science) จำนวน 2 ทุน ได้แก่ ผศ.ดร.อนงค์นาฏ สมหวังธนโรจน์ จากภาควิชาวิศวกรรมเคมี คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ ผศ.ดร.จูงใจ ปั้นประณต จากภาควิชาวิศวกรรมเคมี คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยผลงานวิจัยของทั้ง 4 สาวได้รับการคัดเลือกเนื่องมาจากความโดดเด่นและประโยชน์ที่สังคมจะได้รับจากงานวิจัย
ทั้งนี้ สำหรับโครงการ ทุนวิจัย ลอรีอัล ประเทศไทย เพื่อสตรีในงานวิทยาศาสตร์ ประจำปี 2553 บริษัท ลอรีอัล (ประเทศไทย) จำกัด โดยการสนับสนุนของ สำนักเลขาธิการคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยการศึกษาวิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) ประกาศเปิดรับสมัครสตรีนักวิทยาศาสตร์ไทยเข้าร่วมโครงการทุนวิจัย ลอรีอัล ประเทศไทย เพื่อสตรีในงานวิทยาศาสตร์ ครั้งที่ 8 ประจำปี 2553 ตั้งแต่วันนี้ถึง 15 กรกฎาคม ศกนี้
> www.lorealthailand.com
> โครงการทุนวิจัย ลอรีอัล ประเทศไทย เพื่อสตรีในงานวิทยาศาสตร์ | จาก www.youtube.com
> อ่านรายละเอียด
[คาบข่าวจาก กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 21 มิถุนายน 2553]
+ bird's eye view
สมบูรณ์ คงสมศักดิ์ศิริ พลิกตำรารีไซเคิลวัสดุ
วิจัยนวัตกรรมอิฐมวลเบาด้วยเศษโฟม
"ผศ.สมบูรณ์ คงสมศักดิ์ศิริ" อาจารย์ประจำคณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรม ภาควิชาเทคโนโลยีวิศวกรรมโยธาและสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ วัย 57 ปี ใช้เวลาค้นคว้าเกี่ยวกับการนำวัสดุรีไซเคิลมาพัฒนาเป็น "นวัตกรรมวัสดุก่อสร้าง" เพื่อใช้เป็นวัสดุทดแทนธรรมชาติ กว่า 5 ปีที่ผ่านมา นับจากปี 2548 มีวัสดุทดแทนเกิดขึ้นแล้ว 11 รายการ
หนึ่งในผลิตภัณฑ์ที่ถือเป็นมาสเตอร์พีซคือ "อิฐมวลเบา" ที่ใช้วัสดุเหลือทิ้งอย่าง "เศษโฟม" มารีไซเคิล โดยได้รับทุนสนับสนุนจาก สกว. (สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย) และ บริษัท โปลิโฟมอุตสาหกรรม จำกัด จนกลายเป็นอิฐมวลเบาที่นำมาก่อผนังได้จริง มีความแข็งแรงได้ตามมาตรฐานและค่าการดูดซึมน้ำต่ำ การเลือกใช้เศษโฟมรีไซเคิลมาเป็นส่วนผสม ยังมีข้อดีในเรื่องการประหยัดพลังงาน เพราะมีคุณสมบัติเป็นฉนวน เฉลี่ยแล้วประหยัดแอร์ได้เพิ่มขึ้นประมาณ 30% และช่วยเก็บความเย็นภายในห้องได้อีกนานหลายชั่วโมงหลังจากปิดแอร์ ส่วนต้นทุนการผลิตก็ถือว่าถูกมาก
วัสดุตัวอื่นๆ ก็ถือว่าน่าสนใจไม่แพ้กัน "บล็อกประสานมวลเบาจากดินเหนียว" เกิดจากการนำสิ่งใกล้ตัวอย่าง "ดินเหนียว" มาผสมปูนซีเมนต์ในอัตราที่เหมาะสม และขึ้นรูปเป็นบล็อกดินเหนียวที่สามารถนำมาก่อผนังได้ดี เช่นเดียวกับอิฐมวลเบา แต่มีจุดเด่นคือน้ำหนักเบากว่า
ส่วน "แผ่นไม้ฝาจากไฟเบอร์ซีเมนต์" เป็นผลิตภัณฑ์ที่วิจัยแล้วเสร็จมีรูปร่างแทบไม่แตกต่างจากไม้ฝาที่มีขายอยู่ทั่วไปในท้องตลาด ส่วนผสมหลักมี 3 อย่าง คือ กระดาษถ่ายเอกสารทั่วไป นำมารีไซเคิลและผ่านกรรมวิธีให้เหลือเฉพาะเยื่อกระดาษ จากนั้นนำมาผสมกับซีเมนต์และทราย การันตีว่าสามารถทนฝนทนแดดได้สบาย
นอกจากนี้ยังมี "บล็อกมวลเบาจากตะกอนประปา" มาจากการนำตะกอนดินจากน้ำประปามาผสมกับปูนซีเมนต์และน้ำยาเคมี กลายเป็นบล็อกมวลเบาที่สามารถนำไปก่อเป็นผนังได้
ล่าสุดอาจารย์นักคิดรายนี้ยังตระเตรียมสร้าง "บ้านโดมไร้เสา" เป็นบ้านตัวอย่างที่มีรูปทรงคล้ายบ้านชาวเอสกิโม ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 7.70 เมตร สูง 4 เมตร ก่อสร้างจากแผ่นผนังดินเหนียวมวลเบา ผสมโฟม
> อ่านรายละเอียด
[คาบข่าวจาก โพสต์ทูเดย์ วันที่ 2 มิถุนายน 2553]
+ bird's eye view
รีไซเคิลขยะเป็นบ้านอบอุ่น
เพื่อนพึ่งภาฯนำช่วยผู้ประสบอุทกภัย
มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง(ภาฯ)ยามยาก สภากาชาดไทย ร่วมกับ บริษัท เต็ดตรา แพ้ค (ประเทศไทย) จำกัด และ บริษัท บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) จัดงานเปิดตัวโครงการ "หลังคาเขียวเพื่อมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง(ภาฯ)ยามยาก" โดยนำกล่องเครื่องดื่มใช้แล้วไปรีไซเคิลผลิตเป็นแผ่นหลังคา เพื่อนำไปช่วยเหลือการสร้างที่อยู่อาศัยให้กับผู้ที่ประสบอุทกภัย
เป็นครั้งแรกของประเทศไทยที่จะนำกล่องเครื่องดื่มที่ใช้แล้วมาเป็นวัตถุดิบในการผลิตเป็นแผ่นหลังคา ไม่มีการใช้สารเคมีประกอบในกระบวนการผลิต ซึ่งมีคุณสมบัติไม่แตกง่าย ทนไฟ ไม่ดูดซับแสงแดดหรือความร้อน โดยจะใช้กล่องเครื่องดื่มใช้แล้วจำนวน 2,000 กล่อง สามารถนำไปผลิตเป็นแผ่นหลังคาได้ 1 แผ่นขนาด 2.40 x 0.90 เมตร ในการผลิตนี้นับเป็นการช่วยลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สู่ชั้นบรรยากาศได้ถึง 900 กิโลกรัม และช่วยประหยัดพื้นที่ในการจัดเก็บขยะประมาณ 4 ตารางเมตรด้วย
สำหรับโครงการนี้มีแผนดำเนินการรวมเป็นระยะเวลา 3 ปี ระหว่างปี 2553-2555 ซึ่งระยะที่ 1 เริ่มตั้งแต่เดือนมิ.ย.-ธ.ค.2553 โดยมีเป้าหมายว่า น่าจะเก็บกล่องได้ 4 ล้านกล่อง เพื่อที่จะนำมาทำแผ่นหลังคาได้ประมาณ 2,000 แผ่น
> www.greenroof.in.th
> วิธีืำทำหลังคาด้วยกล่องนม จากอินเดีย | จาก www.youtube.com
> อ่านรายละเอียด
[คาบข่าวจาก ไทยรัฐออนไลน์ วันที่ 17 มิถุนายน 2553]
+ bird's eye view
เปิดแล้วดุสิตธานีเมืองประชาธิปไตยของรัชกาลที่ 6
ดุสิตธานี นั้น คือถิ่นประชาธิปไตยถิ่นหนึ่ง ซึ่ง พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเล่น มาตั้งแต่เสด็จกลับจากการศึกษา ณ ทวีปยุโรป ตามพระมโนคติปรารถนาใคร่จะได้เห็นประเทศมีระบอบปกครองอันนั้น ดุสิตธานีมีการปกครองแบบประชาธิปไตยแท้ มีนคราภิบาลเป็นผู้ปกครอง มีผู้แทนราษฎรที่ราษฎรเลือกตั้งเข้ามาเรียกว่า เชฏฐบุรุษ มีการประชุมเป็นครั้งคราว นายราม (ซึ่งชาวดุสิตธานีพากันเรียกว่า ท่านราม) เป็นเนติบัณฑิตรับว่าความทั่วไป มีพระราชนิพนธ์ธรรมนูญประชาธิปไตยขึ้นมา
อย่างไรก็ตาม ดุสิตธานีเมืองประชาธิปไตยในพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ล่มสลายหายไปเมื่อสิ้นรัชกาล จนกระทั่งได้รื้อฟื้นสร้างขึ้นใหม่โดย มูลนิธิพระบรมราชานุสรณ์พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ในพระบรมราชูปถัมภ์ ที่มี ม.ล.ปิ่น มาลากุล เป็นรองประธาน โดยสร้างและประดิษฐานอยู่ ณ ชั้นที่ 4 ตึกวชิราวุธานุสรณ์ ในหอสมุดแห่งชาติ เมือสร้างเสร็จได้ดูแลรักษาและปรับปรุงเรื่อยมาจนกระทั่งเสร็จสมบูรณ์พร้อมที่จะเปิดอย่างเป็นทางการ วันที่ 16 มิ.ย. 2553
ดุสิตธานี เมืองประชาธิปไตยของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวนั้นมีอยู่ 2 แห่ง แห่งที่ 1 ดุสิตธานีรอบๆ พระที่นั่งอุดร ในพระราชวังดุสิต เริ่มสร้างเมื่อวันที่ 21 ก.ค.2461 เนื่องด้วยแห่งแรกคับแคบ ประจวบกับที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้แปรพระราชฐานไปประทับที่วังพญาไท จึงได้ย้าย ดุสิตธานี ไปอยู่ที่พญาไทตั้งแต่เดือน ธ.ค.2462 และอยู่ต่อมาจนสิ้นรัชกาล ในปัจจุบันเป็นส่วนด้านหลังของโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า ดุสิตธานีเมืองประชาธิปไตยตั้งบนเนื้อที่ 2 ไร่ครึ่ง ประกอบด้วยสถาปัตยกรรมหลากหลายกว่า 300 หลัง มีทุกสิ่งทุกอย่าง เช่น ปราสาทพระราชวัง วัดวาอาราม สถานที่ราชการ โรงทหาร โรงเรียน โรงพยาบาล ตลาดร้านค้า ธนาคาร โรงละคร โรงภาพยนตร์ สโมสร บริษัท สำนักงาน แต่อาคารสถานที่เหล่านั้นย่อส่วนลงให้เล็กเหลือประมาณ 1 ใน 20 ของจริง
เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 6 สวรรคต อาคารจำลองต่างๆ ได้กระจายไป ส่วนที่เป็นบ้านเรือนคหบดี เจ้าของก็นำกลับไปเก็บรักษาไว้เป็นสมบัติส่วนตัว อาคารจำลองส่วนที่ยังคงเหลือประกอบด้วยพระราชวังและวัดรวม 14 หลัง ได้นำมาบูรณะใหม่ และจัดแสดงภูมิทัศน์ตามภาพถ่ายทางอากาศตามความเหมาะสม โดยเพิ่มเติมถนนคูคลอง และสะพานเชื่อมให้สวยงามและสมบูรณ์ยิ่งขึ้น
> ข้อมูลเพิ่มเติม | จาก หอวชิราวุธานุสรณ์
> พาชมดุสิตธานี โดย หม่อมหลวงปิ่น มาลากุล | จาก www.krama6.su.ac.th
> อ่านรายละเอียด
[คาบข่าวจาก โพสต์ทูเดย์ วันที่ 13 มิถุนายน 2553]
+ bird's eye view
คลังข้อมูลมานุษยวิทยาออนไลน์
ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) รวบรวมข้อมูลงานวิจัยทางด้านมานุษยวิทยาและสาขาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อดำเนินการจัดทำเป็น 'คลังข้อมูลมานุษยวิทยาออนไลน์' ซึ่งเปิดให้บริการสืบค้นข้อมูลทางด้านมานุษยวิทยาในแขนงต่างๆ ที่น่าสนใจ รวมถึงนิทรรศการออนไลน์ที่น่าสนใจ และยังเป็นศูนย์รวมข่าวคราวความเคลื่อนไหวต่างๆ ในแวดวงมานุษยวิทยาอีกด้วย
> ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)
> ข่าวมานุษยวิทยา (Anthropological News Clipping)
> ห้องสมุดมานุษยวิทยา
> หนังสือเก่าชาวสยาม
> ฐานข้อมูลจดหมายเหตุนักมานุษยวิทยาในประเทศไทย
> ฐานข้อมูลงานวิจัยทางชาติพันธุ์
> ฐานข้อมูลพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นในประเทศไทย
> ฐานข้อมูลจารึกในประเทศไทย
> นิทรรศการพัฒนาการทางสังคมและวัฒนธรรมในประเทศไทย
> นิทรรศการชาติพันธุ์วิทยาทางโบราณคดี
> พิพิธภัณฑ์เครื่องปั้นดินเผาในประเทศไทย
> อ่านรายละเอียด
[คาบข่าวจาก กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2553]
+ bird's eye view
รากเหง้าแห่งศิลปะไทย
'รากเหง้าแห่งศิลปะไทย' หนังสือประวัติศาสตร์ศิลปะไทยเล่มล่าสุดของนักวิชาการระดับแนวหน้าคนหนึ่ง รองศาสตราจารย์พิริยะ ไกรฤกษ์ เมธีวิจัยอาวุโสสาขาประวัติศาสตร์ศิลปะ ซึ่งได้พากเพียรเรียบเรียงมาเป็นเวลายาวนานถึง 30 ปี ภายใต้ร่มเงาของ สำนักพิมพ์ริเวอร์ บุ๊คส์
เนื้อหาเป็นการรวบรวมทฤษฎีใหม่ที่ครอบคลุมระยะเวลา 700 ปี ของงานพุทธศิลป์ พราหมณศิลป์ และศิลปะอื่นๆ ที่ได้รับอิทธิพลจากแหล่งอารยธรรมใกล้เคียง เช่น จีนและอินเดีย ไม่ว่าจะเป็นด้านสถาปัตยกรรม ประติมากรรม จิตรกรรม เครื่องปั้นดินเผา เป็นต้น อันนับเป็นรากเหง้าของศิลปะไทยในเวลาต่อมา ไม่ผิดหากจะเรียกว่าเป็นหนังสือเกี่ยวกับศิลปะไทยตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 11 ถึง 19 ที่สมบูรณ์ที่สุด
> ข้อมูลเพิ่มเติม | จาก www.riverbooksbk.com
> อ่านรายละเอียด
[คาบข่าวจาก กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 25 พฤศจิกายน 2552]
+ bird's eye view
หนังสือชุด ลักษณะไทย
> www.laksanathai.com
> ดาวน์โหลดหนังสืออิเล็กทรอนิกส์
+ bird's eye view
วารสารเมืองโบราณ ๓๖.๒
วารสารเมืองโบราณ ปีที่ ๓๖ ฉบับที่ ๒
เมษายน - มิถุนายน ๒๕๕๓
> www.muangboranjournal.com
+ bird's eye view
นิตยสารศิลปวัฒนธรรม
ปีที่ 31 ฉบับที่ 9 , กรกฎาคม 2553
> ข้อมูลเพิ่มเติม
+ bird's eye view
ขอแนะนำเว็บไซต์ของ สุจิตต์ วงษ์เทศ
> เว็บไซต์ของ สุจิตต์ วงษ์เทศ
> ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น อ.ศรีมโหสถ จ.ปราจีนบุรี
> อ่านนวนิยายเรื่อง หนุ่มหน่ายคัมภีร์ (2512) และ แม่นาค (2550)
> ฟังเพลงชุด เพลงกรุงเทพฯ (2549)
+ bird's eye view
สนุกนึกกับ นิวัติ กองเพียร
นิวัติ กองเพียร พร้อมเผยตัวตนและข้อเขียนในแบบฉบับ e-magazine ที่ให้ชื่อว่า "สนุกนึก กับนิวัติ กองเพียร" ผ่านเว็บไซต์ www.niwatkongpien.com
แม้ความสนใจและความสามารถในด้านศิลปวัฒนธรรมของนิวัติจะถูกกลบด้วยฉายา เกจินู้ดเมืองไทย แต่ในเว็บไซต์นี้จะดำเนินไปท่ามกลางแก่นแกนของคำว่าศิลปะทั้งสิ้น ประสบการณ์ของความเป็นช่างภาพ ช่างศิลป์ นักเขียนสารคดีแนวศิลปวัฒนธรรม นักจัดรายการสารคดีทางโทรทัศน์ นักจัดรายการวิทยุ บรรณาธิการนิตยสารและวารสารด้านศิลปวัฒนธรรม มานานกว่าครึ่งชีวิต ย่อมบ่มเพาะประสบการณ์ความเป็น "กูรู" อย่างไม่ต้องสงสัย รวมถึงภารกิจปัจจุบันที่รับตำแหน่งบรรณาธิการบริหารวารสารเพลงดนตรี วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล ผู้ดำเนินรายการ เป็นอยู่คือ สถานี 96.5 FM (เวลา 21.00-23.00 น. ทุกวันเสาร์) นิวัติยังรับหน้าที่ที่ปรึกษาพิพิธภัณฑ์ปูนซิเมนต์ไทย, พิพิธภัณฑ์ดนตรี (โครงการ 4-5 ปี) มหาวิทยาลัยมหิดล
> www.niwatkongpien.com
> อ่านรายละเอียด
[คาบข่าวจาก กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 3 กันยายน 2552]
[ ^ กลับด้านบน ]
+ bird's eye view
ความเป็นผู้นำกับอำนาจ
"อับราฮัม ลินคอล์น" เคยกล่าวว่า...ถ้าท่านอยากรู้ว่านิสัยคนเป็นอย่างไร ให้มอบอำนาจให้เขา
พระเจ้าจอร์จที่สาม กษัตริย์อังกฤษ ถาม "เบนจามิน เวสต์" ซึ่งเป็นช่างทาสีชาวอเมริกันของเขาว่า...จอร์จ วอชิงตัน จะทำอย่างไร หากรบชนะสงครามประกาศเอกราชจากอังกฤษ "เบนจามิน" ตอบไปว่า กลับไปทำไร่ กษัตริย์อังกฤษผู้นี้จึงกล่าวว่า หาก "จอร์จ" ทำเช่นนี้ได้จริงๆ เขาจะเป็นบุคคลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก
และในวันที่ 23 ธันวาคม ปี 1783 "จอร์จ" ก็กลับไปอาศัยอยู่ที่ภูเขาเมาธ์เวอร์นอน สี่ปีต่อมา "จอร์จ" ทำเช่นนี้อีกครั้ง เขาเดินทางไปฟิลาเดลเฟียเพื่อประชุมสภาร่างรัฐธรรมนูญ และมอบโอวาทเรื่องความจำเป็นของการมีภาวะผู้นำให้กับบรรดาผู้แทนรัฐต่างๆ ที่ไม่มีเอกภาพให้ร่วมมือกันร่างรัฐธรรมนูญ
หลังจากนั้นในปี 1788 เขาได้รับเลือกให้เป็นประธานาธิบดีคนแรกของสหรัฐอเมริกา ในปี 1792 เขารับตำแหน่งสมัยที่สองอย่างไม่เต็มใจนัก จนถึงสมัยที่สามเขาก็ปฏิเสธตำแหน่ง จนเกิดเป็นธรรมเนียมที่ใช้กันมากว่า 150 ปี จากนั้นเขาก็กลับไปใช้ชีวิตในไร่อีกครั้งหนึ่ง
"จอร์จ วอชิงตัน" เสียชีวิตลงในปี 1799 ซึ่งเป็นปีเดียวกับที่ "นโปเลียน โบนาปาร์ด" ขึ้นครองราชย์เป็นจักรพรรดิฝรั่งเศส แต่ "นโปเลียน" กลับเป็นผู้นำที่ไม่เคยมีอำนาจตามที่ตนพอใจเลย ความกระหายอำนาจทำให้ "นโปเลียน" เข้ายึดยุโรปเสียส่วนใหญ่
"นโปเลียน" ยอมรับว่า อำนาจนั้นเปรียบเสมือนภรรยาชู้ของเขา เขาต่อสู้ทุกอย่างเพื่อไม่ให้ใครมาพรากอำนาจจากเขาไปได้ หลายปีต่อมา "นโปเลียน" สูญเสียอำนาจ และต้องลี้ภัยการเมือง สุดท้ายเขาคร่ำครวญว่า...พวกเขาอยากให้ผมเป็น จอร์จ วอชิงตัน คนที่สอง
เพราะหลงไปกับการมีอำนาจเหนือผู้อื่นแล้ว นั่นหมายถึงความไม่แน่นอน การขาดความมั่นใจ และความกลัว สิ่งนี้ถือว่าเป็นความรู้สึกว่าตนเองด้อยกว่าผู้อื่น หรือเรียกอีกอย่างว่า "ปมนโปเลียน" ซึ่งทำให้คนเราควบคุมผู้อื่น และติดตามการทำงานของผู้อื่นอย่างใกล้ชิด ปัจจุบันเราเรียกบุคคลประเภทนี้ว่า ผู้ที่บ้าอำนาจในการควบคุมผู้อื่น ฉะนั้นเมื่อเราวิเคราะห์ระบบการจัดลำดับแรงจูงใจมนุษย์ของ "อับราฮัม มาสโลว์" ซึ่งประกอบด้วยการอยู่รอด ความปลอดภัย การอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคม ความเคารพ และการประสบความสำเร็จแล้ว เราจะเห็นว่าผู้ที่กระหายอำนาจจัดอยู่ในประเภทที่สองจากท้าย หรือความปลอดภัยนั่นเอง
ส่วนผู้นำที่แท้จริงจะเคารพตนเอง และมีความมั่นใจในตนเอง อีกทั้งยังจะไม่แสวงหาอำนาจเพื่อเสริมสร้างความมีคุณค่าของตนเอง ผู้นำที่แท้จริงจะได้รับแรงจูงใจจากการทำดีเพื่อประโยชน์ของสมาชิกกลุ่มของตน ไม่ว่าจะเป็นบริษัทหรือประเทศก็ตาม "จอห์น ควินซี อดัมส์" เคยกล่าวว่า...หากการกระทำของท่านสร้างแรงจูงใจให้ผู้อื่นฝัน, เรียนรู้ และลงมือทำ จนเป็นความจริงมากขึ้นแล้ว ท่านเป็นผู้นำที่แท้จริงอย่างแน่นอน
> อ่านรายละเอียด
[คาบข่าวจาก ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 22 กรกฎาคม 2553]
+ bird's eye view
เทียบฟอร์ม 2 ยักษ์ "เอเชีย"
อนาคตชุมชนเมืองอินเดีย-จีน
ชุมชนเมืองของยักษ์เอเชียอย่างจีนและอินเดียขยายตัวอย่างรวดเร็วในช่วงที่ผ่านมา ท่ามกลางการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกหลังวิกฤตครั้งล่าสุด ที่ทำให้ "เอเชีย" กลายเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจยุคนี้
รายงานของ แมคคินซีย์ ระบุว่า ภายในปี 2568 คนเอเชียเกือบ 2.5 พันล้านคน จะอาศัยอยู่ในเมือง หรือคิดเป็นเกือบ 54% ของชาวเมืองทั่วโลก ขณะที่ชาวเมืองของอินเดียและจีนจะคิดเป็นกว่า 62% ของการเติบโตของประชากรในเมืองของเอเชีย และคิดเป็น 40% ของการเติบโตของประชากรเมืองทั่วโลกในช่วงปี 2548-2568 โดยคาดว่าจีนจะมีประชากรเมืองเพิ่มขึ้น 400 ล้านคน หรือคิดเป็น 64% ของประชากรทั้งหมด ในปี 2568 ส่วนอินเดียจะมีคนเมืองเพิ่มขึ้น 215 ล้านคน หรือคิดเป็น 38% สำหรับอินเดียคาดว่าจีดีพีต่อหัวของคนเมืองจะเติบโต 6% ต่อปี ในช่วงปี 2548-2568 ส่วนจีนจะโตราว 7.3% ขณะที่ตัวเลขครัวเรือนในเมืองที่มีอำนาจใช้จ่ายตามใจชอบจะเพิ่มขึ้น 7 เท่าเป็น 89 ล้านครัวเรือนในปี 2568 ขณะเดียวกัน ครัวเรือนชนชั้นกลางในจีนที่มีอยู่ 55 ล้านครัวเรือนในปัจจุบัน จะเพิ่มขึ้นกว่า 4 เท่าหรือเป็นเกือบ 280 ล้านครัวเรือนในปี 2568 ซึ่งในมุมมองของธุรกิจแล้ว การเพิ่มขึ้นของรายได้ต่อหัวของคนเมืองและจำนวนครัวเรือนชนชั้นกลางจะกลายเป็นตลาดใหม่ที่มีชีวิตชีวาอย่างยิ่ง
ในปี 2568 ตลาดใหญ่ที่สุดของอินเดียจะเป็นธุรกิจสื่อสารและขนส่ง อาหาร ธุรกิจดูแลสุขภาพ ตามด้วยอสังหาริมทรัพย์และสาธารณูปโภค ธุรกิจบันเทิง และการศึกษา ขณะที่ในเมืองต่างๆ ของแดนมังกร ธุรกิจที่จะเติบโตเร็วที่สุดคือ ภาคขนส่ง การสื่อสาร อสังหาริมทรัพย์และสาธารณูปโภค สินค้าอุปโภคบริโภค ธุรกิจดูแลสุขภาพ บันเทิง และการศึกษาเช่นกัน ตลาดโครงสร้างพื้นฐานในเมืองของทั้งจีนและอินเดียก็จะมีขนาดใหญ่ โดยในช่วงปี 2548-2568 อินเดียต้องการพื้นที่เพิ่ม 700-800 ล้านตารางเมตรต่อปี ขณะที่จีนต้องการพื้นที่เพิ่ม 1,600-1,900 ล้านตารางเมตร และในช่วงเดียวกัน อินเดียยังต้องการเส้นทางรถไฟฟ้าและรถไฟใต้ดินอย่างน้อย 350-400 กิโลเมตรต่อปี ส่วนจีนต้องการราว 1,000 กิโลเมตร
ขณะที่อินเดียให้ความสนใจน้อยมากกับการเปลี่ยนโฉมของเมือง แต่ที่ผ่านมาจีนได้พัฒนาแนวปฏิบัติภายในของโมเดลการบริหารจัดการเมืองที่สอดคล้องกันในทุกภาคส่วน ได้แก่ ทุน ธรรมาภิบาล การวางแผน นโยบายแต่ละภาคส่วน และรูปแบบของชุมชนเมือง ทั้งในระดับชาติและท้องถิ่น แดนภารตมีการลงทุนในเมืองต่ำกว่าความต้องการ แตกต่างจากจีนที่ลงทุนล้ำหน้าความต้องการ และให้อิสระแก่เมืองต่างๆ หาแหล่งทุน และเมื่อเทียบกันแต่ละปี อินเดียลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานเมือง 17 ดอลลาร์ต่อหัว ขณะที่จีนทุ่มลงทุนถึง 116 ดอลลาร์ต่อหัว นอกจากนี้จีนยังมีแผนการพัฒนาเมืองอย่างเป็นระบบซึ่งสอดคล้องกับแผนด้านขนส่ง อสังหาริมทรัพย์ และการใช้ที่ดินระยะยาว แต่ระบบวางแผนเมืองของอินเดียกลับล้มเหลวที่จะแก้ปัญหาความต้องการพื้นที่ หากอินเดียสามารถแก้ปัญหาโมเดลบริหารเมืองได้สำเร็จก็จะมีศักยภาพในการตักตวงประโยชน์จากประชากรวัยทำงานที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นราว 250 ล้านคนในทศวรรษหน้า ซึ่งผลประโยชน์ดังกล่าวจะสูงกว่าแดนมังกรที่มีประชากรสูงอายุเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จะทำให้ภาคเศรษฐกิจมีแรงงานในเมืองเพิ่มกว่า 170 ล้านคน ในช่วงปี 2548-2568 เทียบกับจำนวนที่เพิ่มขึ้นเพียง 50 ล้านคนในจีน
> อ่านรายละเอียด
[คาบข่าวจาก ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 22 กรกฎาคม 2553]
+ bird's eye view
"ดร.โกร่ง" ดันรัฐปั้นไทย "ฮับ" โลก
เปิดมิติใหม่รวมอินโดจีนเป็นหนึ่ง
สมาคมสโมสรนักลงทุน สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ร่วมกับ บริษัท พรอสเพคดีเวลลอปเมนท์ จำกัด จัดสัมมนาเรื่อง "เพิ่มโอกาสโลจิสติกส์และธุรกิจไทยก้าวไกลในเขตปลอดอากร" เชิญ ดร.วีรพงษ์ รามางกูร กูรูทางด้านเศรษฐศาสตร์การเงินการคลังของประเทศ ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งประธานกรรมการ บริษัท ฟินันซ่า จำกัด (มหาชน) มาบรรยายในหัวข้อ "ก้าวสู่การผลิตและการกระจายสินค้าในภูมิภาค"
ดร.วีรพงษ์ได้กล่าวว่า การมีศูนย์รวมและกระจายสินค้าจะเป็นอีกมิติหนึ่งที่จะทำให้ประสิทธิภาพในการผลิตและการค้าขยายตัวต่อไปได้อีก ในขณะนี้ตลาดเพียงประเทศไทยไม่เพียงพอแล้วสำหรับความสามารถและศักยภาพในการผลิต การลงทุน และการค้าของคนไทย แล้วทำอย่างไรจะขยายประเทศไทยไปเป็น "โลก" โดยมองทรัพยากรวัตถุดิบต่าง ๆ ทั้งโลกว่า สามารถนำมาใช้ได้ และผลิตในประเทศไทย เมื่อผลิตแล้วกระจายสินค้าต่าง ๆ เหล่านี้ไปทั่วโลก
ถ้าประเทศไทยสามารถร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้าน เช่น กัมพูชา ลาว พม่า หรือแม้แต่ตอนใต้ของประเทศจีน ถ่ายทอดวิทยาการหรือเทคโนโลยี ไปร่วมมือลงทุนทำอย่างใดอย่างหนึ่ง แล้วไทยเป็นศูนย์รวมในการรวมสินค้าเหล่านั้น และส่งออกเหมือนกับฮ่องกง เป็นที่รวบรวมสินค้าของมณฑลต่างๆ ในประเทศจีน และส่งออกไปทั่วโลก ขณะเดียวกันถ้าจีนต้องการอะไรฮ่องกงก็ทำหน้าที่เป็นผู้ให้บริการรวบรวมสินค้าต่างๆ จากทั่วโลก และกระจายไปสู่มณฑลต่างๆ ของประเทศจีน
> www.ic.or.th
> อ่านรายละเอียด
[คาบข่าวจาก ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 12 กรกฎาคม 2553]
+ bird's eye view
สินค้าครีเอทีฟ ความอยู่รอดชาติไทยในอนาคต
ในการสัมมนาทางวิชาการเรื่อง การพัฒนาเศรษฐกิจไทยในศตวรรษหน้า ซึ่งจัดโดย สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) มี "บัณฑิต นิจถาวร" รองผู้ว่าการด้านเสถียรภาพการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) "ณรงค์ชัย อัครเศรณี" อดีตประธานกรรมการเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย และ "ปรเมธี วิมลศิริ" รองเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.)
บัณฑิต นิจถาวร เห็นว่า ในอีก 10 ปีข้างหน้าเชื่อว่าสินค้าประเภทคอมมูนิตี้จะยิ่งมีราคาถูกลงจากกระบวนการผลิตที่ต่ำลงเรื่อยๆ ขณะที่สินค้าประเภททักษะเพื่อเพิ่มมูลค่าหรือครีเอทีฟจะมีราคาที่สวนทางกัน ดังนั้นการพัฒนาของไทยควรหันไปเน้นสินค้าประเภทครีเอทีฟมากขึ้น เพราะถ้าดูจากการจัดอันดับความสามารถด้านนวัตกรรมของประเภทต่างๆ ในโลก พบว่า ไทยอยู่ที่อันดับ 47 ซึ่งเป็นอันดับที่ต่ำกว่า อินโดนีเซีย ที่อยู่อันดับ 40
ณรงค์ชัย อัครเศรณี เห็นว่า ในอีก 10 ปีข้างหน้าคงต้องดูว่าสังคมไทยจะค้าขายอะไรเพื่อที่สามารถเลี้ยงตัวเองได้ดี และทำให้มาตรฐานการครองชีพดีขึ้น ขณะเดียวกันก็ต้องดูว่ากระแสโลกจะไปตรงไหน แล้วจับมาเป็นประเด็นตั้ง ซึ่งที่ผ่านมาเศรษฐกิจไทยเติบโตจากการส่งออก ท่องเที่ยว และการลงทุน เป็นหลัก โดยในอนาคต ประเทศไทยควรเน้นไปที่ภาคการเกษตร เนื่องจากจะช่วยให้เศรษฐกิจมีการเติบโตที่ยั่งยืน เนื่องจากภาคการเกษตรถือเป็นภาคที่ใหญ่มีประชากรจำนวนมาก ขณะที่ภาคการบริการก็น่าจะไปได้ดี โดยเฉพาะการขนส่ง การโทรคมนาคม เนื่องจากทำเลที่ตั้งของประเทศไทยถือเป็นที่ต้องการของประเทศอื่นในหลายประเทศ ส่วนภาคอุตสาหกรรมนั้น ควรเน้นไปที่อุตสาหกรรมที่เชื่อมโยงกับภาคการเกษตร เช่น อุตสาหกรรมแปรรูปอาหาร หรือเป็นอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับพลังงานจากพืช รวมไปถึงอุตสาหกรรมพลังงานทดแทน เป็นต้น
ปรเมธี วิมลศิริ ประเมินว่า ในอีก 10-20 ปีข้างหน้า เชื่อว่าขนาดของเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียจะมีขนาดที่ใหญ่ขึ้นใกล้เคียงกับเศรษฐกิจของยุโรปและสหรัฐอเมริกา ซึ่งนำโดยขนาดเศรษฐกิจของประเทศจีน
> อ่านรายละเอียด
[คาบข่าวจาก กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 16 กรกฎาคม 2553]
+ bird's eye view
กทม.คว้าเมืองน่าเที่ยวสุดในโลก
นิตยสาร Travel & Leisure ได้จัดทำแบบสอบถามผู้อ่าน เพื่อจัดอับดับสถานที่ท่องเที่ยวประเภทต่างๆ โดยรางวัลเมืองท่องเที่ยวที่ดีที่สุดของโลก ประจำปี 2553 ได้แก่ 1.กทม. 2.เชียงใหม ่ และ 3.เมืองฟลอเรนซ ์ ประเทศอิตาลี ส่วนรางวัลเมืองท่องเที่ยวที่ดีที่สุดของเอเชียเรียงตามลำดับคือ กทม. เชียงใหม ่ และเมืองเกียวโต ประเทศญี่ปุ่นซึ่งก่อนหน้านี้ในปี 2551 กทม.ก็เคยได้รับรางวัลชนะเลิศอันดับ 1 รองลงมาคือเมืองบัวโนส ไอเรส ประเทศอาร์เจนตินา และเมืองเคปทาวน์ ประเทศแอฟริกาใต้
ทั้งนี้ ปัจจัยในการพิจารณาเมืองท่องเที่ยวที่ดีที่สุดในโลกจะพิจารณาจาก 1.สถานที่ ทัศนียภาพ ความสวยงามและร่มรื่น 2.ศิลปวัฒนธรรมและประเพณี 3.อาหารการกิน 4.แหล่งช็อปปิง 5.ความเป็นมิตรของผู้คน และ 6.ความคุ้มค่าของเงิน
> ข้อมูลเพิ่มเติม | จาก www.travelandleisure.com
> www.bangkok.go.th
> อ่านรายละเอียด
[คาบข่าวจาก โพสต์ทูเดย์ วันที่ 14 กรกฎาคม 2553]
+ bird's eye view
โหวตเซ็นทรัลเวิลด์ยอดห้างโลก
คณะกรรมการศูนย์การค้าระหว่างประเทศ (ไอซีเอสซี) ประกาศมอบรางวัล ที่สุดแห่งความยอดเยี่ยม หรือเบสต์ ออฟ เดอะ เบสต์ ในสาขาการออกแบบและการพัฒนาพื้นที่ให้กับห้างสรรพสินค้า เซ็นทรัลเวิลด ์ ของไทย จากห้างสรรพสินค้าที่เข้ารอบทั้งหมด 94 แห่ง คณะกรรมการได้ลงมติตัดสินกันก่อนหน้าที่เซ็นทรัลเวิลด์จะถูกวางเพลิงเมื่อวันที่ 19 พ.ค. ที่ผ่านมา และได้จัดงานมอบรางวัลอย่างเป็นทางการเมื่อคืนวันที่ 24 พ.ค. ที่ผ่านมา ที่นครลาสเวกัส รัฐเนวาดา ประเทศสหรัฐอเมริกา
นอกจากนี้ผู้บริหารห้างสรรพสินค้าจำนวน 2,400 คนทั่วโลก ซึ่งจะมาร่วมประชุมสุดยอดห้างสรรพสินค้าโลกที่นครนิวยอร์ก ในระหว่างวันที่ 10-11 มิ.ย. ยังโหวตให้ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลได้รับรางวัล 1 ใน 5 รางวัล Department Store Award อีกด้วย
วันเดียวกัน ทริป แอดไวเซอร ์ ซึ่งเป็นเว็บไซต์แนะนำการท่องเที่ยวชื่อดัง ก็ได้ประกาศผลการจัด 10 อันดับสุดยอดทางเลือกสถานที่ท่องเที่ยวประจำปี 2010 ปรากฏว่ามีแหล่งท่องเที่ยวของไทยถึง 4 แห่ง ติดอยู่ในกลุ่มหนึ่งในสุดยอดชายหาดและแสงแดดแห่งเอเชีย ได้แก่ เกาะลันตา เขาหลัก เกาะพงัน และ เกาะสมุย นอกจากนั้น ในหมวดจุดหมายปลายทางยอดเยี่ยมด้านวัฒนธรรม และแหล่งท่องเที่ยว 10 แห่งในเอเชียนั้น ยังมี เชียงใหม ่ กรุงเทพฯ และ พระนครศรีอยุธยา ติดอันดับด้วย นอกจากนี้ กรุงเทพฯ ยังติด 1 ใน 10 จุดหมายปลายทางด้านอาหารและไวน์ในเอเชีย ส่วนเกาะลันตา และเกาะสมุย ติดอันดับ 1 ใน 10 สถานที่โรแมนติกที่สุดในเอเชีย และเชียงใหม่ติดอันดับ 1 ใน 10 ด้านที่ท่องเที่ยวสำหรับผ่อนคลายและสปา
> www.centralworld.co.th
> อ่านรายละเอียด
[คาบข่าวจาก โพสต์ทูเดย์ วันที่ 26 พฤษภาคม 2553]
+ bird's eye view
สุภกิต เจียรวนนท์ เปิดกลยุทธ์การวางหมาก
"ซีพีในจีน"
หากพูดถึง ซีพี หรือ เครือเจริญโภคภัณฑ ์ วันนี้กลายเป็นยักษ์ใหญ่ที่คุมธุรกิจการเกษตรที่ครบวงจรตั้งแต่วัตถุดิบจนถึงตู้เย็นชุมชน และกำลังกลายเป็นครัวของโลก การลงทุนของซีพีจึงต้องกระจายไปทั่วโลกเพื่อตอบสนองความต้องการของคนเกือบ 6 พันล้านคน โดยยังคงให้น้ำหนักที่ประเทศไทย และที่กำลังมาแรงคือการลงทุนในประเทศจีน
"สุภกิต เจียรวนนท์" ประธานกรรมการ (ร่วม) ซูเปอร์แบรนด์มอลล์ เครือเจริญโภคภัณฑ์ ซึ่งดูแลการลงทุนในเมืองจีนกล่าวว่า อนาคตจีนจะเป็นตลาดใหญ่เพราะมีประชากรประมาณ 1,400 ล้านคน ธุรกิจของเครือซีพีจะโฟกัสที่ธุรกิจอาหารและค้าปลีก สำหรับธุรกิจอาหารจะเน้นตั้งแต่วัตถุดิบจนมาถึงอาหารสัตว์ การปลูก การเลี้ยง แปรรูปขายทั่วโลก โดยเชื่อว่าตลาดนี้ใหญ่มากประมาณ 5-6 พันล้านคนทั่วโลก
ข้อมูลการสำรวจของซูเปอร์แบรนด์มอลล์พบว่า ลูกค้าที่เข้าใช้บริการอายุเฉลี่ย 28 ปี เป็นผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย และเป็นโสด 72% เข้ามาส่วนใหญ่ใช้เวลาเฉลี่ย 3 ชั่วโมง ใช้เงินประมาณ 480 หยวน/คน หรือประมาณ 2,500 บาท คนที่มาเดินในซูเปอร์แบรนด์มอลล์ 35.7 ล้านคนต่อปี วันธรรมดาเฉลี่ย 100,000 คน และวันที่มีกิจกรรมพิเศษหรือวันเสาร์-อาทิตย์ 120,000 คน ซีพีจึงเตรียมจะขยายมอลล์อีกที่เมืองลั่วหยาง มณฑลเหอหนาน และเมืองจี้ม้อ มณฑลซานตง และฝั่งอู่ซี เซี่ยงไฮ้ การลงทุนจะเป็นการเข้าไปพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่ครบวงจร
"สุภกิต" กล่าวว่า เราจะสร้างมากกว่ามอลล์ จะมีคอนโดมิเนียม โรงแรม ออฟฟิศ เป็นชุมชนแนวตั้งให้ครบวงจร จะช่วยให้มอลล์และซูเปอร์มาร์เก็ตอยู่ได้ ในเชิงการพัฒนาอยู่ในแผนการพัฒนาเมืองของแต่ละมณฑลอยู่แล้ว และแต่ละมณฑลเขาแข่งกันเอง ทำเมืองของเขาให้ดึงดูดนักท่องเที่ยว โดยที่อสังหาริมทรัพย์จะเป็นตัวชี้หรือเป็นประเด็นสำคัญว่าเมืองของเขาเมื่อเปรียบเทียบกันแล้วว่าอยู่ในระดับที่แข่งขันได้
"สุภกิต" กล่าวว่า ซีพีไม่ได้เก่งทุกอย่าง และจะไม่ฝืนที่จะขยายจนเกินกำลัง "เราจะเก่งทุกอย่างไม่ได้ คุณทำเก่งกว่าผม ผมยอมคุณ คุณมาเช่าพื้นที่ หรือทำอาหาร ข้าวแกง เจ้าไหนที่ทำเก่งคุณเข้ามา บางเรื่องเราต้องใช้กำลังของคนในท้องถิ่น แต่อันไหนที่เราทำเก่งเราทำ ที่อื่นเราเอาคนที่เขาเก่งกว่าใส่เข้าไป เราจะทำเท่าที่เราทำได้ ยังไงๆ เราไม่เก่งทุกอย่าง"
> www.superbrandmall.com
> อ่านรายละเอียด
[คาบข่าวจาก ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 12 กรกฎาคม 2553]
+ bird's eye view
เปิดใจ 2 พี่น้อง "กาญจนพาสน์"
กับภารกิจที่ยิ่งใหญ่ในเมืองทองธานี
กว่า 10 ปีที่ บีแลนด์ บมจ.บางกอกแลนด ์ ติดหล่มหนี้หลายหมื่นล้านจากการลงทุนบิ๊กโปรเจ็กต์ "เมืองทองธานี" และกลายเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้ "อนันต์ กาญจนพาสน์" ปรับวิธีคิด และรอวันที่ "ที่ดิน" สุกงอมอีกรอบ และวางตัวทายาทรุ่น 2 รับไม้ต่อธุรกิจแทน โดยดูจากความถนัดและพรสวรรค์ของแต่ละคน "ปีเตอร์" คนพี่ ชอบงานสถาปัตย์ จึงได้รับมอบหมายให้ดูแลบีแลนด์ รับกับเทรนด์ตลาดอสังหาฯ ที่ต้องแข่งกันด้วยคุณภาพ ประสิทธิภาพ และศิลปะ ส่วน "พอลล์" เก่งด้านบริหารจัดการ เขาถูกวางใจให้ดูแล "บจ.อิมแพ็ค เอ็กซิบิชั่น แมเนจเม้นท์" ธุรกิจศูนย์ประชุม แสดงสินค้า และโรงแรมที่กำลังมาแรง
สิ่งที่ปีเตอร์คิดไว้ การทำโครงการพัฒนาที่ดินสมัยนี้ต้องทำแบบมิกซ์ยูส มีทั้งคอมมิวนิตี้มอลล์ ออฟฟิศ บ้านเดี่ยว คอนโดฯโลว์ไรส์ และกำลังรอดูจังหวะที่เหมาะสมเพื่อนำที่ดินเก่า 3 แปลงมาพัฒนา เช่น ทำเลประตูน้ำ-มักกะสันตรงห้างเมโทรเก่า 8 ไร่ ศรีนครินทร์ 1,350 ไร่ และในเมืองทองธานีอีก 500-600 ไร่ เขาจะโฟกัสที่ commercial 5-10 โครงการ มูลค่า 5,000 ล้านบาท เพื่อรับความเจริญจากศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ โดยบูมเมืองทองธานีให้มีครบทั้งศูนย์การค้า ศูนย์ราชการ โรงแรม และอเวนิว พร้อมๆ กับเร่งเคลียร์สต๊อก ป๊อปปูล่าคอนโด 27,000 ยูนิต ให้หมด ปัจจุบันในเมืองทองธานีมีผู้อยู่อาศัยกว่า 1.5 แสนคน และมีคนมาอิมแพ็คอีกปีละ 10 กว่าล้านคน ถือเป็น "กำลังซื้อ" มหาศาล
ปัจจุบันอิมแพ็คสร้างตึกใหญ่ไปแล้ว 4 อาคารรวม 1.4 แสนตารางเมตร แยกเป็นอาคารอารีน่า 4,000 ตารางเมตร ศูนย์แสดงสินค้า 47,000 ตารางเมตร ศูนย์การประชุม 30,000 ตารางเมตร และชาเลนเจอร์ 60,000 ตารางเมตร มีห้องประชุมย่อยกว่า 34 ห้อง และบอลรูมอีก 2 ห้อง ล่าสุดพอลล์ได้ลงทุนกว่า 2,000 ล้านบาท เร่งสร้างโรงแรมระดับ 4 ดาว 381 ห้อง จะแล้วเสร็จปี 2554 ใช้แบรนด์ "โนโวเทล" เพราะต้องการยกระดับ "อิมแพ็ค" ให้เป็นศูนย์แสดงสินค้าระดับอินเตอร์และการประชุมนานาชาติที่ครบวงจร เทียบเท่าสิงคโปร์ ฮ่องกง
> www.bangkokland.co.th
> www.impact.co.th
> อ่านรายละเอียด
[คาบข่าวจาก ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 22 กรกฎาคม 2553]
+ bird's eye view
จับตา 5 องค์กรชั้นนำ
คว้ารางวัล Thailand Corporate Excellence 2009
สมาคมการจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย (TMA) ร่วมมือกับ สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เตรียมจัดงานประกาศผลรางวัลพระราชทาน Thailand Corporate Excellence Awards 2009 ให้แก่องค์กรที่มีความเป็นเลิศทางด้านการบริหารจัดการใน 8 สาขา เพื่อเชิดชูทั้งองค์กรและผู้บริหารที่สามารถบริหารจัดการองค์กรจนประสบความสำเร็จ และได้รับการยอมรับจากผู้บริหารระดับสูงจากองค์กรต่างๆ ทั่วประเทศ โดยภาพรวมในปีนี้มีองค์กรที่ได้รับการเสนอชื่อใน 8 สาขา ดังนี้
รางวัลความเป็นเลิศด้านผู้นำ (Leadership Excellence) ประกอบด้วย ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)
รางวัลความเป็นเลิศด้านสินค้า/การบริการ (Product/Service Excellence) ประกอบด้วย ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน)
รางวัลความเป็นเลิศด้านการตลาด (Marketing Excellence) ประกอบด้วย ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) บริษัท โออิชิ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)
รางวัลความเป็นเลิศด้านการบริหารทางการเงิน (Financial Management Excellence) ประกอบด้วย ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ธนาคาร กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน)
รางวัลความเป็นเลิศด้านความรับผิดชอบต่อสังคม ประกอบด้วย บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) บริษัท บางจาก ปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน)
รางวัลความเป็นเลิศด้านนวัตกรรมและการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ (Innovation Excellence) ประกอบด้วย บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) บริษัท โตโตต้า มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน)
รางวัลความเป็นเลิศด้านการจัดการทรัพยากรบุคคล (Human Resource Management Excellence) ประกอบด้วย ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน)
ส่วนรางวัลด้านความเป็นเลิศด้านการพัฒนาการบริหารจัดการขององค์กร (Corporate Improvement Excellence) ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณา
ประกาศผลในวันศุกร์ที่ 20 สิงหาคมศกนี้ ณ โรงแรมพลาซ่า แอทธินี
> www.tma.or.th
> อ่านรายละเอียด
[คาบข่าวจาก ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 28 มิถุนายน 2553]
+ bird's eye view
ถอดรหัสความคิด "คาร์ลอส กอส์น"
"วิกฤตยิ่งซับซ้อน ยิ่งต้องทำให้ง่าย"
"คาร์ลอส กอส์น" ซีอีโอของ นิสสัน มอเตอร์ ได้รับการยอมรับในฐานะผู้สร้างความเปลี่ยนแปลงให้แก่ค่ายรถจากญี่ปุ่นรายนี้อย่างมาก และเป็นผู้บริหารต่างชาติเพียงไม่กี่คนที่กุมบังเหียนในบริษัทยักษ์ใหญ่ของญี่ปุ่น ซึ่งมักบริหารโดยคนญี่ปุ่น
ในระหว่างเดินทางมาดูงานในเอเชีย รวมถึงประเทศไทย นายคาร์ลอส กอส์น ได้กล่าวบรรยายในหัวข้อ "The Secret to a Successful Recovery" ซึ่ง สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดขึ้น ความว่า
สิ่งแรกที่ต้องทำความเข้าใจก่อนคือ วิกฤตจะเกิดขึ้นในช่วงเวลาสั้นๆ ซึ่งเราจะต้องแยกแยะว่าวิกฤตที่เกิดขึ้นนั้นมาจากสาเหตุภายในหรือภายนอก เพื่อจะรับมือได้อย่างถูกต้อง ไม่มีใครชอบวิกฤต แต่บางครั้งก็ไม่มีทางเลือก แต่ในช่วงเวลานี้ก็เป็นโอกาสที่จะทำให้เราสามารถเปลี่ยนแปลง (transform) องค์กรได้ ในขณะที่เวลาปกติทำไม่ได้ และถ้าเราไม่ตายในวิกฤต เราก็จะแข็งแกร่งขึ้น
สำหรับเคล็ดลับที่จะกระตุ้นพนักงานในองค์กรให้ทำตาม กอส์นแนะว่า ให้ความสำคัญกับการคัดเลือกคนที่สามารถสื่อสารไปยังคนอื่นๆ ให้เข้าใจได้ทุกๆ กลุ่ม ยิ่งการเปลี่ยนแปลงมีความซับซ้อนมากเท่าไร คุณจำเป็นต้องทำให้ง่ายขึ้น เพราะหน้าที่สำคัญของผู้บริหารคือ อย่าทำอะไรให้ยุ่งยากซับซ้อน แต่ต้องทำให้สิ่งต่างๆ ง่ายขึ้น ใช้วิธีง่ายๆ แต่ได้ผล และต้องชัดเจน
> อ่านรายละเอียด
[คาบข่าวจาก ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 5 กรกฎาคม 2553]
+ bird's eye view
"Coca-Cola" สร้างพนักงาน
เป็น "Live Positively" Ambassador
"โคคา-โคลา" หรือที่คนทั่วไปเรียกกันติดปากว่า "โค้ก" จัดเป็นแบรนด์ธุรกิจที่ไม่เพียงแต่มีอายุยาวนานกว่า 125 ปีในโลก แต่ยังเป็นแบรนด์ที่มีความร่วมสมัยที่ไม่ว่ายุคไหน สมัยไหน ก็เป็นที่สนใจของผู้คนทั่วโลก ซึ่งข้อมูลที่ได้จากการสำรวจในโครงการ Thailand"s Top Graduates Employers ของ บริษัท ควอลิตี้ โพรไฟลส์ จำกัด ได้ตอกย้ำให้เห็นชัดเจนว่า นอกจาก โคคา-โคลา จะเป็นแบรนด์ที่คนส่วนใหญ่นึกถึงแล้ว ยังเป็น Top employers of choice หรือนายจ้างในดวงใจที่คนอยากทำงานด้วยเป็นอันดับต้นๆ
"ศิริวรรณ หวังธำรง" ผู้จัดการฝ่ายทรัพยากรมนุษย์ บริษัท โคคา-โคลา (ประเทศไทย) จำกัด บอกว่า โคคา-โคลาเติบโตขึ้นเป็นองค์กรธุรกิจระดับโลกได้เพราะมีทรัพยากรที่สำคัญสองอย่าง นั่นคือ แบรนด์ และทรัพยากรบุคคลกว่า 92,800 คนทั่วโลก เป็นพนักงานที่ทำงานอยู่ในประเทศไทยกว่า 200 ชีวิต
"โคคา-โคลาถือว่าพนักงานทุกคนเป็น "Brand Ambassador" และเป็น "Live Positively Ambassador" ที่มีความเข้าใจและศรัทธาในแบรนด์"
กลุ่มธุรกิจโคคา-โคลาในประเทศไทยได้วางเป้าหมายว่า ภายใน ปี 2555 จะจัดสรรเวลามากกว่า 1 ล้านชั่วโมง ให้กับกิจกรรมการฝึกอบรมและพัฒนาทักษะของพนักงาน โดยเน้นในเรื่องการสร้างความเป็นผู้นำ (Leadership) ในแง่มุมต่างๆ ไม่เพียงเท่านั้นที่โคคา-โคลายังมีคอร์สอบรมแบบออนไลน์ในชื่อว่า Coca-Cola University ที่ทุกคนสามารถเข้าไปลงทะเบียนเรียนได้ทุกที่ทุกเวลา มี Global Intranet ที่ใช้ในการสื่อสารข้อมูลภายในกับพนักงานทั่วโลก
โคคา-โคลาทั่วโลกมีแนวคิดร่วมกันในการสร้างสรรค์สิ่งดีๆ อย่างยั่งยืนให้กับสังคมที่อยู่ ภายใต้แนวคิด "LIVE POSITIVELY" ด้วยการผสานหลักการสร้าง "ความยั่งยืน" ในทุกสิ่งที่กลุ่มธุรกิจโคคา-โคลาทำ ให้ครอบคลุมถึงส่วนต่างๆ ในสังคมที่บริษัทเข้าไปเกี่ยวข้อง เช่น การอนุรักษ์น้ำ ผ่านโปรแกรม "รักน้ำ" ที่ตั้งเป้าไว้ภายในปี 2563 จะคืนน้ำสู่ชุมชนและธรรมชาติอย่างปลอดภัยในปริมาณเทียบเท่ากับปริมาณที่โคคา-โคลาใช้ในการผลิตเครื่องดื่ม เป็นต้น
> www.thecoca-colacompany.com
> www.livepositively.com
> อ่านรายละเอียด
[คาบข่าวจาก ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 8 กรกฎาคม 2553]
+ bird's eye view
"โอสถสภา" เต็มร้อย รบรอบทิศจากไทย...สู่เวทีโลก
จากสินค้าที่หลากหลาย ภายใต้แบรนด์ เอ็ม-150, เบบี้มายด์, ทเวลฟ์พลัส, เอ็กซิท, ยูทิป, ยาอมโบตัน, โบตันมิ้นท์บอล, ลูกอมโอเล่, ยากฤษณากลั่น ตรากิเลน, น้ำยาอุทัยทิพย์, ยาธาตุน้ำแดง ยาธาตุ 4, อาหารเสริมแบนเนอร์ ฯลฯ และด้วยการดำเนินธุรกิจที่ครบวงจร ทั้งการผลิต การขนส่งและโลจิสติกส์ การตลาด การจัดจำหน่าย รวมทั้งการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ ทำให้โอสถสภามีศักยภาพและธุรกิจที่ครบวงจรสำหรับเป็นพื้นฐานในการขยายฐานไปยังต่างประเทศ เป็นการรุกของบริษัทสัญชาติไทยที่มีประวัติยาวนานถึง 109 ปี ในการจะก้าวไปเป็น "ผู้เล่น" ระดับโลก
"ประชาชาติธุรกิจ" ได้สัมภาษณ์ "รัตน์ โอสถานุเคราะห์" ประธานกรรมการบริหาร บริษัท โอสถสภา จำกัด ถึงแนวทางในการทำการตลาด รวมถึงเป้าหมายในการดำเนินงานของกลุ่มโอสถสภา ฉายภาพให้เห็นว่า ที่ผ่านมา โอสถสภาได้พยายามปรับตัวมาอย่างต่อเนื่อง พร้อมทยอยรีเฟรชแบรนด์สินค้าที่มีอยู่ให้แต่ละแบรนด์มีความทันสมัยมากยิ่งขึ้น โดยแต่ละแบรนด์ก็จะมีรูปแบบและวิธีการ ที่แตกต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับตลาด การแข่งขัน กลุ่มเป้าหมาย และความเหมาะสม โดยกลุ่มสินค้าที่เน้นทำตลาดมากขึ้นอย่างชัดเจนในปีนี้คือเครื่องดื่มเปปทีน ซึ่งเป็นเครื่องดื่มเสริมสุขภาพและฟังก์ชั่นนอลดริงก์
โอสถสภาในยุคของ "รัตน์" ยังมี "โอสถสภา อินเตอร์เนชั่นแนล" เป็นกุญแจสำคัญในการรุกตลาดต่างประเทศ หลังจากที่ได้เริ่มบุกเบิกมาแล้วระยะหนึ่ง ซึ่งส่วนใหญ่ยังคงเน้นสินค้าในกลุ่มเครื่องดื่มเป็นหลัก โดยใช้สินค้าภายใต้แบรนด์ "ชาร์ค" (Shark) สำหรับทำตลาดในยุโรป เนื่องจากผู้บริโภคในฟากยุโรปจะนิยมบริโภคเครื่องดื่มที่มีคาร์บอเนตอยู่ในกระป๋อง ที่ผ่านมาถือว่าประสบความสำเร็จอย่างมาก ขณะเดียวกันก็ใช้เครื่องดื่มชูกำลัง แบรนด์ "เอ็ม-150" สำหรับทำตลาดในภูมิภาคเอเชีย เพราะคนเอเชียจะไม่ชอบเครื่องดื่มที่มีแก๊สในกระป๋อง ทางด้านตลาดในกลุ่มประเทศเพื่อนบ้าน ตอนนี้ได้เริ่มส่งสินค้าในกลุ่มอุปโภคภายใต้แบรนด์ทเวลฟ์พลัส เข้าไปทำตลาดแล้วเช่นกัน อย่างในเวียดนามตอนนี้ทเวลฟ์พลัสเป็นรองเพียงนีเวียเท่านั้น และเมื่อเร็วๆ นี้ โอสถสภา อินเตอร์ฯ ยังได้เปิดตัวสินค้าหมวดอาหารพร้อมทานแช่แข็ง และอาหารพร้อมปรุง แบรนด์ "ไทยลิเชียส" อย่างเป็นทางการ เพื่อทำตลาดในญี่ปุ่น ฮ่องกง สิงคโปร์ กลุ่มประเทศในตะวันออกกลาง รวมทั้งการ เปิดตัวเครื่องดื่มชูกำลังที่เป็นไฟติ้งแบรนด์ "คลิ๊กซ์" เพื่อทำตลาดในต่างประเทศที่มีประชากรมาก แต่มีกำลังซื้อไม่มากนัก
การทำการตลาดมีนโยบายและเปิดโอกาสให้ผู้บริหารแต่ละผลิตภัณฑ์ แต่ละสินค้า เลือกใช้สื่อเอง ปีนี้ยังมุ่งไปที่ช่องทางสื่อใหม่อย่างทีวีดาวเทียมอีกด้วย ล่าสุดได้เข้าไปร่วมเป็นผู้สนับสนุนหลักให้กับช่องทีวีดาวเทียม M Channel ช่องสำหรับคนรักหนังและความบันเทิง 24 ชั่วโมง ที่ลงทุนโดยกลุ่มเมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ และกันตนา เพื่อให้แบรนด์เข้าถึงกลุ่มผู้บริโภครุ่นใหม่ที่เป็นกลุ่มวัยรุ่น
> www.osotspa.co.th
> อ่านรายละเอียด
[คาบข่าวจาก ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 8 กรกฎาคม 2553]
+ bird's eye view
ทุนนอกรุมจีบเมเจอร์ชวนร่วมทุนโรงหนังต่างประเทศ
นายวิชา พูลวรลักษณ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป (MAJOR) เปิดเผยว่า อนาคตจะเห็นบริษัทออกไปลงทุนต่างประเทศมากขึ้น จากช่วงก่อนหน้าที่ทางบริษัทได้ออกไปร่วมถือหุ้นในสัดส่วน 10% ใน บริษัท พีวีอาร์ (PVR) ที่ประเทศอินเดีย ซึ่งเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นบอมเบย์ ประกอบธุรกิจโรงภาพยนตร์ Multiplex ใน 14 รัฐของประเทศอินเดีย
ล่าสุด บริษัทได้ร่วมทุนกับ บริษัท กันตนา กรุ้ป จัดตั้ง บริษัท เมเจอร์ กันตนา บรอดแคสติ้ง ด้วยทุนจดทะเบียน 20 ล้านบาท ถือหุ้นคนละ 50% ทำเคเบิลทีวีช่อง (เอ็มชาแนล) ซึ่งเปิด 24 ชั่วโมง
การลงทุนขนาดใหญ่จะเกิดขึ้นในปี 2554 คือ โครงการอีเกีย ซึ่งเป็นการร่วมทุนระหว่าง บริษัท สยามฟิวเจอร์ ดีเวลอปเมนท์ (SF) กับ อีเกีย ซึ่งเป็นกลุ่มทุนจากสวีเดน เพื่อพัฒนาโครงการศูนย์รวมเฟอร์นิเจอร์ที่ใหญ่ที่สุด ซึ่งเป็นโครงการขนาดใหญ่มีพื้นที่กว่า 5 แสนตารางเมตร
> www.majorcineplex.com
> www.m-channel.com
> อ่านรายละเอียด
[คาบข่าวจาก โพสต์ทูเดย์ วันที่ 2 กรกฎาคม 2553]
+ bird's eye view
ไม้ต่อธุรกิจกันตนา "ธนามล กัลย์จาฤก ธนสถิตย์"
"เราต้องทำให้สำเร็จ เพราะเป็นของเราทุกคน"
อาจเป็นเพราะ บริษัท กันตนา กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ประกอบด้วย 3 ธุรกิจหลักคือ หนึ่ง สายธุรกิจโทรทัศน์ สอง สายธุรกิจภาพยนตร์ และสาม สายธุรกิจการศึกษา และราชการสัมพันธ์ ซึ่งมี "จาฤก กัลย์จาฤก" เป็นประธานกรรมการบริหาร "ผศ.ปนัดดา กัลย์จาฤก ธนสถิตย์" เป็นกรรมการบริหาร "นิรัตติศัย กัลย์จาฤก" เป็นกรรมการบริหาร "ศศิกร ฉันท์เศรษฐ์" เป็นกรรมการบริหาร และ จิตรลดา ดิษยนันท์ เป็นกรรมการบริหารที่รับผิดชอบดูแลงานบริหารในส่วนธุรกิจต่างๆ
พี่น้องแต่ละคนในตระกูลกัลย์จาฤก ต่างเป็นเจเนอเรชั่น 2 ที่สืบทอดธุรกิจต่อจาก "ประดิษฐ์-สมสุข กัลย์จาฤก" ซึ่งเป็นผู้บริหารรุ่นก่อตั้ง แต่ปัจจุบันรุ่นหลานในเจเนอเรชั่น 3 ทั้งหมด 13 คน เริ่มจะมีบางคนเข้ามาทำงานในกันตนากรุ๊ปบ้างแล้ว
"อุ๊ย" ธนามล กัลย์จาฤก ธนสถิต เรียนจบนิเทศศาสตร์ จุฬาฯ สาขาวิทยุ-โทรทัศน์ ปริญญาโททางด้านการบริหาร ที่บอสตัน คอลเลจ ประเทศสหรัฐอเมริกา รับผิดชอบดูแลในตำแหน่ง Assistant Managing Director Central Executive Office ในเครือกันตนากรุ๊ป
"ธนามล" เล่าให้ "ประชาชาติธุรกิจ" ฟังว่า งานมาร์เก็ตติ้งจะต้องติดต่อเจรจากับลูกค้า ที่สำคัญเป็นงานที่เชื่อมต่อไปยังไลน์ธุรกิจต่างๆ และถ้าหากเธอผ่านบททดสอบนี้ได้ เธอจะพัฒนาไปเชื่อมต่อในธุรกิจอื่นได้ด้วย ซึ่งเหมือนกับตอนนี้ที่กำลังเข้าไปช่วยดูแลตลาดการศึกษาของสถาบันกันตนา รวมถึงเข้าไปช่วยดูมาร์เก็ตติ้งของนิวมีเดีย ซึ่งเป็นโรงหนังชุมชนขนาดเล็กที่จะเปิดพร้อมกันทั่วประเทศในปลายปีนี้
> www.kantana.com
> อ่านรายละเอียด
[คาบข่าวจาก ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 1 กรกฎาคม 2553]
+ bird's eye view
"โซนี่ มิวสิค" โฟกัสธุรกิจใหม่
ผลิตรายการทีวี-ชดเชยรายได้ดนตรีหด
ปัจจุบันธุรกิจบันทึกเสียงหรือธุรกิจดนตรีของ โซนี่ มิวสิคฯ มีส่วนแบ่งในตลาดระดับโลกเพิ่มขึ้นเป็น 23% จาก 21% ในปี 2551 ตามหลังผู้นำอย่าง "ยูนิเวอร์แซล" ซึ่งมีส่วนแบ่งตลาด 28% แต่ยังมีชัยชนะเหนือค่าย "วอร์เนอร์" ที่มี 15% และอีเอ็มไอ 10% แต่รายได้จากธุรกิจใหม่ๆ ที่ไม่ใช่ธุรกิจดั้งเดิมของโซนี่ มิวสิค ก็สามารถทำตัวเลขได้อย่างงดงาม โดยมีกำไรคิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 30% ของบริษัท โดยเฉพาะกับธุรกิจผลิตรายการโทรทัศน์ ภายใต้บริษัท "syco" ซึ่งร่วมมือกับ "ไซมอน โคเวล" เจ้าของรายการโชว์ชื่อดังอย่าง "Britain"s Got Talent"
รอล์ฟ ชมิดท์-โฮลทซ์ ประธานบริหารของโซนี่ มิวสิคฯ ผู้ซึ่งมีประสบการณ์มาจากธุรกิจทีวีและนิตยสาร ประกาศชัดว่า จะไม่โฟกัสกับธุรกิจดนตรีมากนักหลังจากนี้ ไม่แตกต่างจากบริษัทเพลงยักษ์ใหญ่อื่นๆ อย่าง ยูนิเวอร์แซล มิวสิค, วอร์เนอร์ มิวสิค และอีเอ็มไอ ที่ต่างตะเกียกตะกายเพื่อสร้างตัวเลขชดเชยผลกระทบจากยอดขายซีดีที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง จากการยกเครื่องครั้งใหญ่ของชมิดท์-โฮลทซ์ การปรับเปลี่ยนเพื่อสร้างโอกาสใหม่ๆ โดยฉีกออกจากธุรกิจดั้งเดิมของตนเองนั้น อาจจะมากกว่าบรรดาคู่แข่งรายอื่นๆ
ธุรกิจดนตรียุคใหม่คือการผสมผสานกับสื่ออื่นๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน"
> www.sonymusic.com
> talent.itv.com
> อ่านรายละเอียด
[คาบข่าวจาก ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 8 กรกฎาคม 2553]
+ bird's eye view
จุดเปลี่ยนแห่งทศวรรษ "นักข่าว"
3.0 News Media in Transition?
5 มีนาคม วันนักข่าว หนังสือวันนักข่าวสำหรับปีนี้ทีมทำงานหยิบประเด็นเรื่อง "นักข่าว 3.0 โจทย์หินสื่อไทย" เนื้อหาเจาะลึกการปรากฎขึ้นมาของ สื่อใหม่ หรือ "นิวส์ มีเดีย" ขณะที่ 3 จี และ social media หลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น ทวิสเตอร์ หรือ เฟสบุ๊ค กลายเป็นปรากฏการณ์ที่กำลังท้าทายนักข่าวยุคเก่าและนักข่าวในยุคดิจิตัลอย่างมีนัยยะสำคัญ
ดร.สุดารัตน์ ดิษยวรรธนะ จันทราวัฒนากุล คณบดีบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยกรุงเทพ เปิดประเด็นว่า การศึกษาเรื่อง News Media in Transition ต้องเข้าใจความหมายของคำว่า Journalism ว่า ไม่ได้หมายถึงสื่อหนังสือพิมพ์เพียงอย่างเดียว แต่ Journalism คือการบันทึก เป็นกระบวนการรวบรวม เขียน บรรณาธิกร และนำเสนอออกมาในรูปของข่าวและบทบรรณาธิการ ผ่านช่องทางต่างๆ อาทิ หนังสือพิมพ์ นิตยสารข่าว ข่าวโทรทัศน์ วิทยุ อินเทอร์เน็ต
จักร์กฤษ เพิ่มพูล บรรณาธิการอาวุโสกรุงเทพธุรกิจมองว่า ในอนาคตเนื้อในหนังสือพิมพ์ต้องเปลี่ยนไป กอง บ.ก. ต้องคิดให้หนักว่าจะบริหารเนื้อหาอย่างไรที่จะใช้ได้ทั้งกับสื่อสิ่งพิมพ์ วิทยุ ทีวี หรือกระทั่งคิดเนื้อหาลงอินเทอร์เน็ต ฉะนั้นสิ่งที่ต้องทำคือ ต้องสร้างคนทำงาน หรือ กอง บ.ก. ให้เป็น "multi Journalist" คือ สามารถที่จะมีทักษะทำงานได้หลายสื่อพร้อมๆ กัน
รุ่งมณี เมฆโสภณ สื่อมวลชนอิสระ แสดงทัศนะว่า "มองในมุมนักข่าว จริงๆ แล้วคนที่เล่นสื่อใหม่เยอะๆ จะเข้าใจว่ามันสนุก ถ้าแบ่งเวลาเป็น มันทำงานได้เยอะมาก แต่นักข่าวอาจมองว่า เขาถูกบังคับว่าทำงานเกินเงินเดือนที่ตัวเองได้รับ เขาจึงไม่สนุกด้วย นี่เป็นตัวอย่างหนึ่ง ถ้าเขาสนุก อย่างคุณสุทธิชัย หยุ่น เขาสนุก และทำงานกับสื่อใหม่ได้เยอะ ฉะนั้นต้องสนุกกับมัน อุปกรณ์เป็นเรื่องรอง แน่นอน ไม่ใช่ทุกคนที่มีไอโฟนหรือบีบี แต่ประเด็นคือ เราไม่ได้ฝึกนักข่าวในเชิงสปิริต กับการเป็น "มัลติ มีเดีย รีพอร์ตติ้ง" ฉะนั้นจึงเกิดมีอคติ รู้สึกเหมือนถูกบังคับ"
รัชนีวรรณ ฤทธิธรรม Communication Planning Director จาก Index Creative village มองว่า วันนี้ในมุมมองเอเยนซีต้องทำการสื่อสารให้กลายเป็นบทสนทนาให้ใกล้ตัวคนมากที่สุด เพราะเราเชื่อว่า มีเดียที่เปลี่ยนตั้งแต่ "เวิล์ด ไวด์ เว็ป" (www) เข้ามาในโลก จนทำให้เกิดโซเชียล มีเดีย ทำให้ทุกคนไม่ใช่เฉพาะอาชีพนักข่าวกลายเป็นนักข่าวกลายๆ ไปแล้ว ฉะนั้น เทรนด์ที่ทันสมัยที่สุดวันนี้คือ ผู้บริโภคเป็นคนบอก
> www.tja.or.th
> อ่านรายละเอียด
[คาบข่าวจาก ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 5 มีนาคม 2553]
+ bird's eye view
เมื่อคอนเทนท์เดียว ขอ "เอี่ยว" ทุกจอ
"วิกกี้ สคิปป์" ผู้จัดการระดับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อะโดบีซิสเต็มส์ กรุ๊ป กล่าวว่า แนวโน้มของดิจิทัล พับลิชชิ่ง ในปัจจุบัน กำลังถูกขับเคลื่อนด้วย "ตัวจักร" สำคัญๆ ไม่กี่ตัวเท่านั้น ทว่ากลับมีบทบาทถึงขั้นเปลี่ยนโลกของสื่อสิ่งพิมพ์ โดยเฉพาะความแพร่หลายของการใช้งาน "อินเทอร์เน็ต" ซึ่งกลายเป็นช่องทางสื่อสารหลักของคนทั้งโลก แนวโน้มของคนยุคใหม่จะรับข้อมูลในหลากหลายช่องทางมากขึ้น ยังไม่นับรวมถึงความแพร่หลายของ "มีเดีย" ที่เริ่มกระจายพันธุ์ออกมาในรูปแบบที่หลากหลายมากขึ้น ขณะที่เทรนด์เทคโนโลยีใหม่ๆ เช่น แนวคิดการแชร์ใช้ทรัพยากรผ่าน "คลาวด์ คอมพิวติ้ง" หรือแม้แต่กระแสการใช้โซเชียล เน็ตเวิร์ค เช่น เฟซบุ๊ค ก็ล้วนแต่กำลังสร้างคลื่นความเปลี่ยนแปลงให้กับทั้ง "เบื้องหน้า" ซึ่งอาจหมายรวมถึงคุณผู้อ่าน หรือผู้รับสารจากสื่อต่างๆ และ "เบื้องหลัง" ซึ่งก็คือผู้ผลิตคอนเทนท์ต่างๆ
แนวโน้มการพัฒนาคอนเทนท์ในยุคถัดจากนี้ คือ ริช มีเดีย ซึ่งไม่ได้มีเฉพาะตัวอักษรร้อยเรียงกันบนหน้ากระดาษอย่างเดียวเท่านั้นแล้ว แต่ผู้อ่านหรือผู้บริโภคสื่อยุคใหม่จะได้สัมผัสกับประสบการณ์ใหม่ๆ มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการได้ยินเสียง หรือดูภาพเคลื่อนไหว ซึ่งแน่นอนว่าคอนเทนท์ที่ว่าจะต้องถูกเผยแพร่ผ่านอุปกรณ์หลากชนิดมากขึ้น ขณะเดียวกันผู้ผลิตสื่อก็จะต้องเริ่มมองรูปแบบธุรกิจที่ครอบคลุมแพลตฟอร์มต่างๆ ได้หลากหลายมากขึ้นเช่นกัน
อุปกรณ์ที่ใช้เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้ทั่วโลกวันนี้ใช้โปรแกรมแฟลชสูงถึง 98% ขณะที่การขยายตัวอย่างพุ่งพรวดของ "สมาร์ทโฟน" ในปัจจุบันมีแนวโน้มว่าจะเป็นเครื่องที่สามารถรองรับการเล่นโปรแกรมแฟลช เพลเยอร์สูงถึง 250 ล้านเครื่อง ในอีก 2 ปีข้างหน้า (2555) การเปิดตัวโปรแกรม แฟลช 10.1 สำหรับใช้งานบนอุปกรณ์พกพาในปีนี้ ทำให้ "อะโดบี" เริ่มเข้ามามีบทบาทต่อการผลักดันการพัฒนาคอนเทนท์ข้ามแพลตฟอร์มมากขึ้น กระทั่งสามารถรวมตัวกับพันธมิตรผู้อยู่เบื้องหลังการพัฒนาทั้งฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ และผู้พัฒนาคอนเทนท์ในวงการต่างๆ รวมกว่า 70 บริษัท เช่น ไมโครซอฟท์ กูเกิล และโซนี่ เพื่อริเริ่มโปรเจคยักษ์นามว่า "โอเพ่น สกรีน โปรเจค" เกิดขึ้นด้วยแนวคิดที่ว่า คอนเทนท์ 1 คอนเทนท์ที่มีผู้สร้างขึ้นจะต้องสามารถให้บริการหรือเผยแพร่ได้ในทุกแพลตฟอร์ม ไม่ว่าจะเป็นจอคอมพิวเตอร์ จอมือถือ จอแท็บเล็ต หรือแม้แต่การทำเป็นต้นฉบับ เพื่อการพิมพ์ในแบบปกติ
ในปีนี้อะโดบีก็ยังได้พัฒนาเครื่องมือหลักสำหรับการทำดิจิทัล คอนเทนท์ หรือที่รู้จักกันดี คือ "อะโดบี ครีเอทีฟ สวีท" ซึ่งปีนี้พัฒนามาถึงเวอร์ชั่น 5 โดยจะเป็นเวอร์ชั่นที่ตอบโจทย์การผลิตสิ่งพิมพ์ดิจิทัลได้อย่างตรงตัวที่สุด ประกอบด้วย แอพพลิเคชั่น เทคโนโลยี และบริการที่ช่วยให้สำนักพิมพ์สามารถสร้าง ผลิต และเผยแพร่คอนเทนท์สู่ผู้อ่านกลุ่มใหญ่ได้มากกว่าที่ผ่านมา รวมทั้งรองรับการผลิตคอนเทนท์เพื่ออุปกรณ์ที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นอีรีดเดอร์ สมาร์ทโฟน หรือแท็บเล็ตฮอตๆ อย่างไอแพด นอกจากนี้ยังเพิ่มฟีเจอร์อีกกว่า 250 ฟีเจอร์ โดยไฮไลต์ เช่น "ออมนิเจอร์" หลังอะโดบีเข้าซื้อกิจการตั้งแต่ปีที่ผ่านมา โดยมีความสามารถถึงระดับการวิเคราะห์พฤติกรรมของผู้อ่านบนจอต่างๆ เพื่อประโยชน์ในการปรับคอนเทนท์ให้ตรงใจมากขึ้น
> www.adobe.com
> อ่านรายละเอียด
[คาบข่าวจาก กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 7 กรกฎาคม 2553]
+ bird's eye view
สินค้าไฮเทคแห่เอาใจ "ผู้หญิง"
"เอชพี-แอปเปิล" นำทัพดึงกำลังซื้อ
หากใครได้ดูภาพยนตร์เรื่อง "เซ็กซ์ แอนด์ เดอะ ซิตี้ 2" อาจพบสิ่งที่น่าสนใจที่ซ่อนอยู่หลังฉาก ไม่ใช่แค่เทรนด์แฟชั่นที่เห็นจากรองเท้าแบรนด์ มาโนโล และ คริสเตียน ลูบูแตง (Chritian Louboutin) หากแต่เป็นฉากที่สาวๆ ใช้คอมพิวเตอร์ Mac และแล็ปทอปของ ฮิวเลตต์-แพคการ์ด (เอชพี) ที่ออกแบบโดยดีไซเนอร์ชื่อดัง "วิเวียนน์ แทม" ซึ่งมีดีไซน์คล้ายกล่องเครื่องสำอางสุดหรู และพกพาสะดวก
นิวส์วีก รายงานว่า บริษัทจำนวนมากยอมควักเงินเพื่อดึงดูดกำลังซื้อของสาวๆ ที่ เพิ่มขึ้น ทั้งในประเทศร่ำรวยและยากจน โดยเฉพาะในสหรัฐ หนุ่มๆ อเมริกันตกงานเป็นจำนวนมาก เพราะทำงานในอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบหนัก ทั้งบริการทางการเงินและภาคการผลิต ทว่าผู้หญิงกลับพาเหรดเข้าไปทำงานในบริษัทมากขึ้น ช่องว่างด้านรายได้ระหว่าง 2 เพศก็ลดลง ขณะที่จำนวนครัวเรือนที่มีรายได้ 2 ทาง เพิ่มเป็น 35% จาก 28% เมื่อ 5 ปีก่อน และหากยังเป็นเช่นนี้ต่อไป คาดกันว่าภายในปี 2567 ผู้หญิงจะทำงานมากกว่าผู้ชาย
ที่น่าแปลกใจคือ บริษัทจำนวนมากยังไม่เข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นนี้ แม้ในบางธุรกิจที่เน้นกลุ่มสาวๆ อยู่แล้ว แต่ในบางอุตสาหกรรมก็ยังละเลยที่จะพัฒนาสินค้าและทำการตลาดไปยังกลุ่มผู้หญิง ได้แก่ รถยนต์ ท่องเที่ยว เฮลท์แคร์ และ คอนซูเมอร์ อิเล็กทรอนิกส์ แต่สำหรับกลุ่มเทคโนโลยีเริ่มมีความเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน ซึ่งความสำเร็จของแอปเปิลอาจทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงดังกล่าว
ข้อมูลจาก บีซีจี พบว่า แอปเปิล เป็นแบรนด์ที่ได้รับความนิยมสูงสุดท่ามกลางผลิตภัณฑ์หลากหลายสำหรับผู้หญิง ในส่วนของ เอชพี ก่อนหน้าจะบุกหนักภายใต้แนวคิด Digital Clutch บริษัทมีดีไซเนอร์ผู้หญิงเพียงไม่กี่คน แต่ตอนนี้สัดส่วนของดีไซเนอร์สาวต่อหนุ่มของเอชพีอยู่ที่ 50-50 "นินเทนโด" ผู้นำในอุตสาหกรรมเกมก็สร้างความสดใหม่ให้กับธุรกิจ ด้วยการส่งเกม "วี" (Wii) ที่เน้นออกกำลังกายเพื่อดึงดูดสาวๆ ขณะที่ "เบสต์บาย " ยักษ์ค้าปลีกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ก็เพิ่มบริการเพื่อดึงดูดนักช็อปสาวๆ
ส่วนอุตสาหกรรมที่น่าผิดหวังสำหรับคุณผู้หญิงทั้งหลาย ได้แก่ บริการทางการเงิน ซึ่งเหล่าสาวๆ บ่นว่า ผลิตภัณฑ์ทางการเงินไม่ตอบโจทย์ความต้องการของพวกเธอ โดยกว่า 70% ของผู้หญิงที่มีเงินออมสำหรับเกษียณ และพวกเธอยังเป็นกลุ่มที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 ของลูกค้าที่ซื้อบ้าน แต่กลับไม่มีธนาคารใดที่ให้ความสำคัญกับพวกเธอ ทั้งที่สาวๆ เหล่านี้คิดเห็นแตกต่างกับผู้ชายในประเด็นเรื่องการเงินและการลงทุน โดยผู้หญิงมีแนวโน้มที่จะไม่ชอบความเสี่ยงมากกว่าพวกผู้ชาย และพวกเธอต้องการซื้อบ้าน วางแผนสำหรับเกษียณ และซื้อหุ้นครั้งละมากๆ แทนที่จะทยอยซื้อ
> อ่านรายละเอียด
[คาบข่าวจาก ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 28 มิถุนายน 2553]
+ bird's eye view
ตาม 'เซียน' ย้อนรอย ส่องยุทธจักร 'มือถือ'
การผลัดเปลี่ยนความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ถือเป็นอีกหนึ่งหน้าประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจ ไทยรัฐออนไลน์จึงถือโอกาสพาผู้อ่านทุกท่านไปติดตามประวัติศาสตร์เทคโนโลยีมือถือ จาก พิเชษฐ เมฆขาว เว็บไซต์อีดิเตอร์ www.siamphone.com พร้อมวิเคราะห์พฤติกรรมการใช้งานแบบเจาะลึกกับ โอภาส เชิดพันธุ์ บรรณาธิการบริหารนิตยสาร What Phone
พิเชษฐเล่าให้ฟังว่า ปี 2540 ถือเป็นยุคเริ่มต้นความนิยมโทรศัพท์มือถือในประเทศไทย โดยหน่วยงานภาครัฐอย่าง องค์การโทรศัพท์ และ กสท เริ่มเปิดให้ภาคเอกชนอย่างเอไอเอส และ โทเทิ่ล แอ็คเซส หรือ ดีแทค ในปัจจุบัน รับสัมปทานเครือข่ายเพื่อดำเนินธุรกิจ โดยทั้ง 2 บริษัทได้นำเข้าโทรศัพท์มือถือมาจำหน่าย ทำให้ราคาถูกลง
ในยุคนั้นจะมีอัลคาเทลและอีริคสันที่ได้รับความนิยมมาก จากราคาหลักหมื่นก็เหลือเพียง 5,900 บาท ขณะที่คู่แข่งอย่างโนเกียหรือซีเมนส์ยังมีราคาอยู่ที่หลักหมื่น แม้คนส่วนใหญ่จะมีกำลังซื้อแต่มือถือก็ยังไม่ได้รับความนิยมมากนัก เพราะข้อจำกัดที่ต้องจดทะเบียนและใช้บริการรายเดือน กระทั่งปลายปี 2540 ที่ระบบเติมเงินเริ่มเข้ามาในประเทศไทย จึงเข้าสู่ยุคของมือถืออย่างแท้จริง
ประเทศไทยเริ่มมีโทรศัพท์มือถือหน้าจอสีเมื่อปี 2546 ทั้งยังถือเป็นยุคก้าวกระโดด ในการเริ่มต้นบริการ wap และดาต้า โดยเครือข่ายโทรศัพท์มือถือถูกเปลี่ยนถ่ายจากยุค 2จี เป็น 2.5จี ช่วยให้รับส่งข้อมูลหรือดาวน์โหลดบริการต่างๆ ได้ดียิ่งขึ้น นอกจากนี้ เครือข่ายออเรนจ์และฮัทช์ยังเกิดขึ้นในยุคนี้
ต่อมาในปี 2550 เครือข่ายมือถือกลายเป็น 2.75จี ทั้งยังเป็นยุคเริ่มต้นของมือถือกลุ่มพีดีเอ ด้วยแนวคิดในการย่อส่วนคอมพิวเตอร์ให้มีขนาดเล็กลงเพื่อตอบโจทย์การใช้งานในกลุ่มนักธุรกิจ กระทั่งมีการนำฟังก์ชันของโทรศัพท์ผนวกกับอุปกรณ์พีดีเอ จนเกิดเป็นพีดีเอโฟน และได้รับความนิยม
ด้านโอภาสให้ข้อมูลว่า วิวัฒนาการของโทรศัพท์มือถือในปัจจุบัน สามารถแบ่งได้เป็น 2 ประเภท ได้แก่ ฟีเจอร์โฟนและสมาร์ทโฟน สิ่งสำคัญที่ผู้ผลิตโทรศัพท์มือถือจะให้ความสำคัญในอนาคต คือ ความสามารถของการใช้บริการดาต้าและความบันเทิง โดยปัจจัยที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง คือ แบตเตอรี่ จากเดิมที่เคยเป็นนิกเกิลและพัฒนาให้เป็นลิเทียม จึงสามารถยืดระยะการใช้งานได้นานขึ้น
เชื่อว่าคนในกรุงเทพฯ ต้องมีมือถืออย่างน้อยคนละ 2 เครื่อง สำหรับติดต่อสื่อสาร 1 เครื่อง และใช้งานดีไวซ์หรือดาต้าอีก 1 เครื่อง โดยแบ่งแยกการใช้งานออกจากกันอย่างชัดเจน และคาดว่าพฤติกรรมดังกล่าวจะยังคงเป็นไปในลักษณะนี้อีกประมาณ 2 ปี แตกต่างจากอดีต ซึ่งเครื่องที่ใช้เพื่อการสื่อสารจะต้องแสดงออกถึงบุคลิกและรสนิยมของผู้ใช้ นอกจากนี้ ลูกค้าที่จะซื้อมือถือเครื่องใหม่ก็ไม่ได้พิจารณาจากคุณสมบัติการโทรหรือรับสาย แต่เลือกจากความเร็วเครื่อง เพื่อรองรับการใช้งานแอพพลิเคชันหรือความบันเทิงต่างๆ
> www.siamphone.com
> www.whatphone.net
> อ่านรายละเอียด
[คาบข่าวจาก ไทยรัฐออนไลน์ วันที่ 25 มิถุนายน 2553]
+ bird's eye view
ส่องภารกิจ 'นักพัฒนาเกม' ไต่บันไดฝันบน App Store
จากกระแสความนิยมในการใช้งานโทรศัพท์เคลื่อนที่อัจฉริยะ หรือ "สมาร์ทโฟน" ในปัจจุบัน ส่งผลให้การใช้งานบริการข้อมูล หรือ ดาต้า เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว ขณะเดียวกัน ยังถือเป็นยุคทองของ "ตลาดเกมบนมือถือ" อีกด้วย เมื่อมีโอกาสได้พูดคุยกับนักพัฒนาเกมฝีมือดีอย่าง "ตวง เธียรธนู" ผู้บริหาร บริษัท ดิจิโทโพลิส จำกัด เราจึงไม่รอช้าที่จะนำรายละเอียดและข้อมูลน่าสนใจเกี่ยวกับเกมบนมือถือ
เกมที่จะประสบความสำเร็จไม่จำเป็นต้องมีภาพกราฟฟิกหรือระบบที่ดีที่สุด มันขึ้นอยู่กับจินตนาการในการถ่ายทอด จากนี้เกมรุ่นต่อไปจะไม่ได้มีความสวยงามอลังการเป็นส่วนสำคัญ เพราะสิ่งที่สามารถดึงดูดผู้เล่นได้ดีที่สุดคือ ความบันเทิงที่ผู้เล่นจะได้รับ
> อ่านรายละเอียด
[คาบข่าวจาก ไทยรัฐออนไลน์ วันที่ 30 มิถุนายน 2553]
+ bird's eye view
กูเกิลเฟ้นสุดยอดโลโก้
'สุพรรณหงส์' คว้าแชมป์ดูเดิลประเทศไทย
กูเกิล อิงก์ ประกาศผลการประกวดแต่งภาพดูเดิลโครงการ Doodle 4 Google หัวข้อ เมืองไทยของฉัน โดยรางวัลชนะเลิศระดับประเทศ ได้แก่ ผลงานสุพรรณหงส์ ของ ด.ช.เทิดธันวา คะนะมะ จากโรงเรียนมัธยมสาธิตมหาวิทยาลัยมหาสารคาม จ.มหาสารคาม โดยได้รับผลโหวตกว่า 140,000 คะแนนจากผู้ใช้ชาวไทย ซึ่งผลงานดังกล่าวจะปรากฏบนหน้าเว็บไซต์ Google.co.th เนื่องในโอกาสวันแม่แห่งชาติ วันที่ 12 ส.ค.2553 ทั้งนี้ ด.ช.เทิดธันวา ยังได้รับรางวัลชนะเลิศจากการประกวดในระดับมัธยมศึกษาปีที่ 1-3 อีกด้วย
> www.google.co.th/doodle4google
> อ่านรายละเอียด
[คาบข่าวจาก ไทยรัฐออนไลน์ วันที่ 29 มิถุนายน 2553]
+ bird's eye view
The Upside of Irrationality โดย Dan Ariely
เศรษฐศาสตร์พฤติกรรม เศรษฐศาสตร์น้องสุดท้องที่ก้าวหน้าติดต่อกันมาแล้วกว่า 30 ปี แต่เพิ่งจะได้รับความสนใจในวงกว้าง หลังเกิดวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ ซึ่งนอกจากจะเป็นวิกฤตเศรษฐกิจที่รุนแรงที่สุดในรอบ 70 ปีแล้ว ยังเป็นวิกฤตที่ว่ากันว่า "ตอกฝาโลง" ให้กับความเชื่อหลักของเศรษฐศาสตร์สำนักเสรีนิยมใหม่ ที่บอกว่ามนุษย์เราตัดสินใจเรื่องต่างๆ อย่างมีเหตุมีผล สมกับเป็น "สัตว์เศรษฐกิจ" และดังนั้นตลาดเสรีจึงดูแลตัวเองได้
Dan Ariely นักเศรษฐศาสตร์พฤติกรรมชั้นนำ จากมหาวิทยาลัย Duke ผู้เขียน Predictably Irrational หนังสือที่สรุปข้อค้นพบสำคัญๆ ของวงการเศรษฐศาสตร์พฤติกรรมได้ดีที่สุดเล่มหนึ่ง The Upside of Rationality เปรียบเป็น "ตอนต่อ" แต่คราวนี้เน้นประโยชน์ของความไร้เหตุผลของมนุษย์ แถมพกด้วยประสบการณ์ความเจ็บปวดและการปรับตัวของ Ariely หลังจากที่เขาประสบอุบัติเหตุร้ายแรงในวัยหนุ่ม
ข้อค้นพบหลายเรื่องที่ Ariely อธิบายอย่างสนุกสนานนั้นอยู่ตรงกันข้ามกับความเชื่อของคนส่วนใหญ่ เมื่อเข้าใจแล้วจะได้หาทางรับมือหรือจัดการกับความไร้เหตุผลเหล่านี้ในทางที่สร้างสรรค์และลดผลกระทบเชิงลบต่อตัวเองและสังคม แทนที่จะพยายามหาทางเปลี่ยนธรรมชาติมนุษย์ที่เปลี่ยนไม่ได้ หรือเรียกร้องให้คนทุกคนเป็น "คนดี" อย่างลมๆ แล้งๆ
> danariely.com
> อ่านรายละเอียด
[คาบข่าวจาก ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 15 กรกฎาคม 2553]
+ หนังจอเล็ก
Live View
[: ชมผลงานจาก www.youtube.com ]
> การระลึกชาติของเด็กชายข้างบ้าน
> มันมากับความมืด
> เพียงอารมณ์พัดผ่าน
> Visual Poem [April, 2008]
> ทางลัด
> waves
> absolute and relative
+ on the wings of the wind
เทพนิยายเืดือนมิถุนายน
bookwing@gmail.com
4 กรกฎาคม 2553
[ # อ่านบทนำย้อนหลัง ]
+ ประชาสัมพันธ์
นารีปราโมทย์ และเรื่องรักใคร่อื่นๆ
หนังสือรวมเรื่องสั้นของ เอื้อ อัญชลี
เอื้อ อัญชลี นำรสคำประพันธ์แบบ นารีปราโมทย์ ในขนบวรรณกรรม นับแต่สุนทรภู่ ยาขอบ นิยายพาฝัน วรรณกรรมเพื่อชีวิต เรื่องรักวัยหวานสยามสแควร์ - วรรณกรรมสะท้อนปมทางจิตวิเคราะห์ จนถึงนิยายรักเกาหลี มาปรุงแต่งใหม่เป็นเรื่องสั้นร่วมสมัย ชวนให้ชิมด้วยแนวเรื่องรักใคร่ชายหญิง ทว่ากลับหยิกแกมหยอกกะเทาะเปลือกมายา แฝงสาระสะท้อนความเป็นจริงของชีวิตและสังคม และแอบปลูกฝังเมล็ดพันธุ์แห่งความดีงามไว้อย่างแนบเนียน
> อ่าน
+ แนะนำหนังสือ
ณ ที่นั้นมีดาวเหนือ
วาณิช จรุงกิจอนันต์
แพรวสำนักพิมพ์, มีนาคม 2553
> อ่าน
[ # อ่านบทความในหมวดเดียวกัน ]
+ แนะนำหนังสือ
เฟรชคิลส์ และการเดินทางของเรื่องราวอื่นๆ
กันต์ธร อักษรนำ
สำนักพิมพ์ผจญภัย, มีนาคม 2553
> อ่าน
[ # อ่านบทความในหมวดเดียวกัน ]
+ แนะนำหนังสือ
เดอะเว็นดิโก้ อสูรไพรทมิฬ (The Wendigo)
อัลเจอร์นอน แบล็ควูด (Algernon Blackwood) เขียน
แดนอรัญ แสงทอง แปล
openbooks, 2553
> อ่าน
[ # อ่านบทความในหมวดเดียวกัน ]
+ แนะนำหนังสือ
ฟิสิกส์ 6 บทสุดง่าย (Six Easy Pieces)
ริชาร์ด พี. ไฟยน์แมน (Richard P. Feynman) เขียน
ดร.บัญชา ธนบุญสมบัติ และ ศล แปล
สำนักพิมพ์สารคดี, พิมพ์ครั้งที่ 1 มีนาคม 2553
> อ่าน
[ # อ่านบทความในหมวดเดียวกัน ]
[ ^ กลับด้านบน ]